วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 2009
วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ. 2009
กัลยาณีแบบกุ
บลา บลา บลา
หาอะไรอ่านเล่นในเว็ป
เป็นเรื่องประวัติของนางวิสาขา ในสมัยพุทธกาล
อันที่จริง กุเคยได้ยินเรื่องนางวิสาขานี่นานมากแระ
แล้วก็เชื่อเฉกเช่นเดียวกันกับคำบอกเล่า ว่านางวิสาขาคนนี้
เป็นสตรีที่พร้อมด้วย คำว่า เบญจกัลยาณี คือ สตรีที่มีความงามห้าประการ
โอ้วแม่เจ้า ... เมื่อก่อนกุอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์
เมื่อใครเล่าให้ฟัง กุก็ยิ่งอยากจะเป็นหญิงงามห้าประการเหมือนกันแฮะ
พอเติบใหญ่ คิดลึก คิดมาก คิดฟุ้งซ่าน ได้อีก
กุจึงใคร่ครวญ และสังเคราะห์เรื่องเล่าเรื่องนี้
จึงเป็นเหตุให้กุหงุดหงิดใจว่า เหตุใดคนเราจึงเชื่อได้เชื่อดี
กับคำบอกเล่า เห็นแค่คำพูดที่ว่า หญิงนี้ดี สตรีนี้ดี ก็เชื่อกันไปแล้วว่า คงดี
แต่ทำไมไม่มองไปว่า จริง ๆ แล้วนี่ ดีจริงเหรอวะ ?
เท่าที่กุอ่านประวัตินางวิสาขาดูเนี่ย
ไอ่ความงามห้าประการอะไรนี่
ซึ่งโดนพ่อแม่รบเร้าให้แต่งงาน แต่บุรุษเพศนายนี้
ใครเคยได้อ่านประวัตินางวิสาขา มาก่อนคงจะได้รู้ว่า เรื่องราวยิบย่อยเป็นมายังไง
ซึ่งกุขี้เกียจเล่า กุเคยอ่านแล้ว กุเขียนบล็อกกุ ฉะนั้นกุเข้าใจแล้ว
ใครเข้ามาเสือกแล้วไม่เข้าใจ ไปหาอ่านก่อนแระกัน
เอ๊ะ ก็กุบอกว่ากุไม่เล่าแล้วไง อีห่า ตบฟว่ำ
( ใครเซ้าซี้ให้กุเล่า คนนั้นเป็นหมา หุหุ )
มาเข้าประเด็นก็คือ เมื่อบุรุษผู้นี้ไม่อยากแต่ง ก็คิดแล้วว่า
กุจะทำเหี้ยไรดีวะ ให้พ่อแม่กุไม่บังคับให้แต่งงาน
ซึ่งกุก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า เหตุใดจึงไม่อยากแต่งงาน
เพราะกุก็ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องชาวบ้านขนาดนั้น
ดังนั้น จึงบอกพ่อแม่ว่า เออถ้าหาผู้หญิงได้ตามที่ต้องการ
ก็จะยอมแต่งงาน จึงได้กำหนดสเปคมาห้าประการ
กุว่านะ ... ที่จริงแม่งก็คงคิดแหละว่า หาไม่ได้หรอกในโลกนี้
แต่ดันมีหญิงงามครบตามห้าประการที่กำหนดไว้ซะด้วยสิ
ก็เลยต้องได้แต่งงานกัน
อันว่า ... ความงามห้าประการ ที่กุก็แอบหมั่นไส้ มีดังนี้
ข้อหนึ่ง หญิงที่มีผมงามถึงสะเอว และปลายผมงอนขึ้น
ข้อสอง หญิงที่มีริมฝีปากแดงดุจผลตำลึงสุก และเรียบชิดสนิทกันดี
ข้อสาม หญิงที่มีฟันขาวประดุจสังข์ และเรียบเสมอกัน
ข้อสี่ หญิงที่มีผิวงามละเอียด ถ้าดำก็ดำดังดอกบัวเขียว
ถ้าขาว ก็ขาวดังดอกกรรณิการ์
ข้อห้า หญิงที่แม้จะคลอดบุตรถึง สิบ ครั้ง ก็ยังคงสภาพร่างกายสาวสวย
ดุจคลอดครั้งเดียว
โอเว่อร์ !
นี่มันสเปคของคน ๆ เดียว แล้วจะมาอ้างได้ไงวะ
ว่านี่คือหลักของหญิงงาม
แล้วทำไม ? หญิงที่งามไม่ครบตามกล่าวอ้างเนี่ย
ถ้าลองมาเป็นยุคนี้ กุคิดว่า ... แม่งศัลยกรรมพิมพ์เดียวกันหมดก็ได้แระ
ไม่ต้องเอาแค่ห้าหรอก กุว่าได้เป็นร้อย ๆ ข้อ กันเลยทีเดียว
ที่กุมาเขียน ณ ตอนนี้ กุไม่ได้คิดว่ากุถากถางพุทธศาสนา หรืออย่างไร
แค่กุอยากให้คนที่อ่านได้คิดบ้าง คนที่ได้เรียน ก็คิดกันบ้าง
สักแต่จะเชื่อ ๆๆๆๆ กุรำคาญ !
คนเราแม่ง ค่านิยมผิด ๆ มาหลายร้อยชาติปีแล้ว
เวลามีคนมาพูดเหี้ยไร แม่งก็โหยยย เชื่อซะ
" ตายแล้ว ช่างเป็นหญิงที่ควรแก่การบูชา "
" อุ๊ย ดีจังเลยค่ะ อยากเป็นอย่างนางวิสาขาบ้างค่ะ "
" ผมอยากเจอผู้หญิงแบบนี้จังครับ ผมจะรักเธอมาก ๆ
ไม่ชอบเลยผู้หญิงกร้านโลกเหมือนทุกวันนี้ "
ฯลฯ
ทำไมไม่คิดบ้างวะว่า นี่คือคนที่โดนพ่อแม่บังคับให้แต่งงาน
แล้วก็พูดเพื่อที่ว่า ... จะได้ไม่ต้องแต่ง เผื่อว่าหาไม่ได้ในโลกนี้
แม่งอึดอัดตายห่า ถ้ากุจะต้องใช้ชีวิตแบบ หญิงงามทั้งห้าประการแบบนั้น
ชีวิตลูกผู้หญิงมีเท่านี้เหรอวะ ? ไอ้ที่เรียกกันว่าคุณค่าน่ะ
ชีวิตวัยเด็ก ซุกซนมากไม่ได้ ไม่เป็นกุลสตรี
วัยรุ่น ร่าเริง แรด ร่าน ไม่ได้ ไม่งาม
ส่งตาหวานให้ผู้ชายไม่ได้ อ่อยไม่ได้ อยากมีผัวตัวสั่นไม่ได้ ฯลฯ
เลยวัยรุ่น ขึ้นมา ก็ต้องคอยมองหาผู้ชาย
พอแต่งงาน มีลูก หุ่นไม่เฟิร์ม แดกเยอะ เพราะต้องเผื่อให้ลูก
พอคลอด แดกน้อยไม่ได้ ต้องให้น้ำนมลูก
ส่วนผัวที่บอกว่ารักกันนักหนา
ก็ไปสำเริง สำราญ กับกระหรี่บ้าง เมียน้อยบ้าง หรือนางบำเรอ
หรืออาจจะเป็นเมียใหม่ ได้อีก
ในทางกลับกัน ผู้หญิงแต่งงานแล้ว มีแฟน มีกิ๊ก มีผัวใหม่
หาว่า ขี้เงี่ยน ดอกทอง ไม่รู้จักพอ วันทอง กากี ส้นตีนอะไรไม่รู้
กุว่า ต่อให้กี่ข้อของกัลยณี ก็ต้องจบแบบเจ็บปวด รวดร้าว
ไอ่คู่รักที่แม่งรักกันจริงจังน่ะ กุไม่เชื่อหรอกว่าไม่เคยทะเลาะกัน
ไม่เคยเจ็บปวด ไม่เคยต้องเลิกรา
ไม่เคยต้องอดทน ไม่เคยต้องอดกลั้น หรือร้องไห้ เสียน้ำตา
ความรักแบบที่ ญ ช รักกันปานจะกลืนกินตลอดชีวิต
จนกว่าจะตายห่ากันไปข้างนึง มันไม่มีจริง !
นอกจากเราจะเขียนในนิยาย หรือกำหนดเองในห้วงจินตนาการ
แต่มนุษย์เรา กำหนดไม่ได้กับเรื่องชีวิต
แม้จะทำดีแค่ไหน แม้จะสวยแค่ไหน
สุดท้าย ทุกอย่างก็พังทลายได้ ในเมื่อคนอีกคนไม่คลิกกับเรา
เห็นมะ !!!
สุดท้าย พวกกุ ที่เป็นผู้หญิงก็โหยหาความรัก ความเอาใจใส่วันยังค่ำ
กุก็ไม่รู้ว่าแต่งตัวสวยไปทำไม ถ้าหากว่า ไม่ต้องการความรักจากผู้ชาย
ไม่ต้องการความแข็งแกร่งจากอ้อมแขน ความอบอุ่นที่อ่อนโยนจากอีกฝ่าย
ผู้ชายสามารถที่จะจีบ แล้ว ฟัน ฟันแล้วก็ทิ้ง หาความสำราญ จากเกม
ฟุตบอล กีฬา การท่องเที่ยว กินเหล้า เพื่อน ฯลฯ
แล้วพวกกุมีเหี้ยอะไร ? สวย เริด เชิด หยิ่ง เพื่อ ???
ถ้าคนเรามีการให้เกียรติในแต่ละเพศ และทำหน้าที่ของเพศตนเอง
ให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของสัญชาตญาณก็ตาม
แต่นั่น ก็ควรใช้สมอง ในการบังคับ หรือคอนโทรลการกระทำกันบ้าง
เพราะนี่คือคน หรือมนุษย์
ก็ไหนว่า คนเราต่างจากสัตว์ก็ตรงที่เรามีความคิดมากกว่า
แต่กุก็ไม่ยักกะเห็นว่าใครมีความคิดในด้านนี้เท่าไหร่
ยิ่งสังคมกว้างมากขึ้น กุกลับได้มองเห็นเรื่องเหี้ย ๆ ตลอดเวลา
บังเอิญ กุก็เคยเปิดเจอสารคดีเหมือนกัน
สัตว์ตัวผู้มักจะเป็นฝ่ายเข้าหาสัตว์ตัวเมีย
นั่นคือเรื่องธรรมชาติ และมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน
ถ้าทำตามสันดานดิบในตัวเอง
กุไม่เถียง
แต่พอพูดอย่างงี้เหอะ ก็ต้องมีผู้หวังดี อันไม่ยอมรับธรรมชาติ
เถียงกุทุกครั้งไปว่า
" ไม่จริง ! ผู้ชายดี ๆ มีอีกตั้งเยอะ "
" ผู้ชายมีความคิดก็มีนะ "
เวิ่นเว้อ ! ยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าข้างความเป็นเพศตัวเองมากขึ้น
กุเข้าใจ เรื่องธรรมชาติ แต่ถ้ามีความคิดจริง มันคงสงบสุขกันมากกว่านี้
ผู้หญิงเรา ก็ฝันซะเหลือเกินว่าอยากเป็นพรหมจรรย์ตามหลักหญิงไทย
หญิงงาม หญิงที่เป็นกุลสตรี
มึงฝัน !
อย่าได้คิดฝันแบบนี้อีก เพราะอย่างที่กุบอกไว้ข้างต้นนั้น
กุคิดว่า ต่อให้เก็บไว้ตอนแต่งงานยังไง
ก็โดนทิ้งอยู่ดี ไอ่ความสำคัญที่ผู้ชายให้น่ะ มันตอนแรกค่า
อยู่ ๆ กันไป ถ้าสันดานดิบออกมา มันก็ต้องไขว่คว้าหาอีกไม่รู้จบ
สิ่งที่จะกำหนดความรู้สึกได้ คือ สมอง ย้ำ สมอง !
เมื่อเราขาดเค้าไปแล้ว เราก็เคว้งคว้าง
อยู่อย่างเดียวดาย เลี้ยงลูกไปวัน ๆ หนังเหี่ยวยาน เป็นอีแก่
โดนดูถูก โดนหัวเราะเยาะ ต่อให้เป็นนางเอก แล้วมีความสุขเหรอ ?
เค้าเหยียบย่ำเรา ยังยิ้มได้อีกเหรอ ?
กุนี่ก็แม่งคำถามเยอะนะ วันนี้กุดีใจที่คิดแบบนี้
และกุก็ไม่รู้ด้วยว่า อนาคต อะไรจะเกิดขึ้นกับกุบ้าง
แต่เมื่อกุกลับมาอ่านอีกครั้ง กุก็จะได้รู้ว่า
ณ วันนี้ ณ เวลานี้ ณ ตอนนี้
กุได้อะไรเยอะแยะ กับเรื่องความคิด เรื่องค่านิยม
ซึ่งเราอาจจะถูกหรือผิด ก็ไม่มีทางรู้ได้ ที่แน่ ๆ เราได้ให้เกียรติ
ความเป็นตัวเองของเรามากน้อยแค่ไหน ก็เท่านั้น
ถึงแม้เรื่องที่กุคิด ซักวันหนึ่ง คนจะมองว่า เป็นเรื่องไม่ดี เรื่องเลว
แต่กุภูมิใจ เพราะอย่างน้อย ครั้งหนึ่งกุเคยเชื่อตามที่คนอื่นคิด
แต่คราวนี้กุได้วิเคราะห์ และสังเคราะห์ด้วยตนเองได้
นี่ก็เพียงพอแล้ว สำหรับกุ แถมคิดได้ก่อนจะได้ไปนอนในโลงศพ
พนมมือกุมดอกบัวเหี่ยว ๆ ร่างกายแข็งทื่อ แล้วโดนแผดเผาโดยเปลวไฟ
อ้อ กุนึกออกอีกเรื่อง ของนางวิสาขา
ตอนฝนตก มีนางวิสาขาคนเดียวที่ไม่ยอมวิ่งหลบฝน
พอโดนตั้งปุจฉา นางจึงตอบว่า
" การวิ่งหลบฝน มันถือว่าไม่งาม เพราะเป็นสตรี "
แล้วเป็นเหี้ยไร ทีกุเดินตากฝนตอนเด็ก ๆ กุถึงได้โดนตี วะ
นี่คือ พ่อแม่ พี่น้องกุห่วงใย กลัวกุเป็นหวัดสินะ
แล้วนางวิสาขา ทำไมตอบแบบนี้อะ ?
หรืออากาศเมื่อก่อน มันไม่มีมลพิษ ทำให้ตากฝนก็ไม่จำเป็นต้องกลัวหวัด
กุชอบฝนตกนะ แล้วก็อยากเล่นน้ำฝนใจจะขาด
แต่ก็กลัวพ่อแม่พี่น้องทั้งปวง เป็นห่วงนั่นแหละ
อีกอย่าง เป็นหวัดเป็นไข้ขึ้นมาก็ต้องเป็นภาระให้คนอื่นอีก
คิดแบบกุเนี่ย มันผิดมะ ?
เผลอ ๆ เสร่อไปเล่นน้ำฝนผิดที่ผิดทาง ฟ้าผ่าขึ้นมา
กุก็ดับอนาถได้อีก คนข้างหลัง เสียใจ ร้องไห้ เจ็บปวดเพราะกุตาย
เออ ถามอีกครั้ง ถามใครไม่ได้ ก็ถามตัวเองนี่แหละว่า
คิดแบบกุเนี่ย มันผิดมะ ?
ผู้หญิงที่กุศรัทธา ไม่ใช่แบบกัลยาณี แบบนางวิสาขา
แต่สำหรับกุคือ
หญิงที่ไม่ต้องยอมสยบแทบเท้าบุรุษ
มีความคิด ความอ่านเป็นของตนเอง
กล้าคิด กล้าลอง กล้าทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นผลดี มีประโยชน์
ถึงแม้จะผ่านการมีลูก แล้วอ้วนตุ๊ต๊ะยังไง
ก็คิดถึงลูกไว้ก่อน กลัวลูกจะไม่มีน้ำนมแดก
ยังไงก็ขออ้วนไว้ ไม่ลดน้ำหนักตามค่านิยม
นี่สิ ... ความเป็นแม่ ความอดทนของแม่
เพศแม่ เพศหญิง ที่กุให้ความเคารพ
อย่าไปสน หากใครจะมองว่าเป็นหญิงกร้านโลก
เพราะมันก็ต้องกร้านโลกทุกคน
โดนเหี้ยไรหน่อยเดียว แม่งไม่ฆ่าตัวตายไปเลยเรอะงาย ?
จงดำเนินชีวิตโดยสัญชาตญาณของตนเองบ้าง
เพราะสุดท้าย ถ้าเราคิดว่าตัวเรามีคุณค่า
มีความงามหลายร้อยประการในตนเอง
เมื่อนั้น ต่อให้กี่หมื่นล้านคนหาว่าเราไม่มีความเป็นกุลสตรี
หรือเบญจกัลยาณี ก็ตาม เราก็จะมีความสุข
ในแบบสตรี ที่เราเป็น เข้าใจคน เข้าใจธรรมชาติ
เข้าใจบทบาทหน้าที่ตัวเอง พอแล้ว จบแล้ว
แล้วก็ไม่ต้องมาคุยกับกุเลย เรื่องกัลยาณี
ที่เชื่อต่อ ๆ กันมาว่าควรเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้
กุเป็นกุ สตรีเยี่ยงกุ ประพฤติตนด้วยประสบการณ์
ตั้งแต่เด็กจนโต ความคิดความอ่านมีเปลี่ยนแปลง
การกระทำก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน ต้องปรับ ต้องเปลี่ยน
เพื่อให้ดำเนินชีวิตอยู่ได้
ขอภาวนาให้ผู้หญิงเรา ดำเนินชีวิตตามที่ตนเองใฝ่ฝัน
และได้เป็นตัวของตัวเอง หากต้องยืนอยู่ลำพัง
กุก็ขอให้ยืนอยู่ได้ด้วยกำลังใจ ที่มีจากตนเอง
ไม่ต้องรับอานิสงส์จากใคร เพราะนั่น คือการทำให้ตนเองมีทุกข์
จากการรอคอยใครต่อใครมาแบ่งปัน
หากการเป็นกัลยาณีมันทุเรศเกินรับได้
ก็ให้เป็นกัลยาณมิตรกับทุกคน ก็เกินพอ
ภาษาเหนือวันละคำวันนี้ คำว่า แก้จุ้น อ่านว่า แก้ - จุ้น แปลว่า แก้ผ้า , เปลือยกาย
แต่งประโยค อี่น้องคนนี้มันหยังมาบ่อายผีอายสาง มาแก้จุ้นเล่นน่ำฝนอยู่ได้
แปลอีกทีว่ะ นังนู๋นี่มันทำไมไม่อายผีอายสางนะ มาแก้ผ้าเล่นน้ำฝนอยู่ได้
บ๊าย...บาย
นู๋บลิว เซเลอร์มน ก๋ากั่น
ป.ล กุชอบผู้ชาย กรี๊ดผู้ชาย
แต่สุดทนกับพฤติกรรมของผู้หญิงที่ดูถูกคุณค่าของตนเอง
และพฤติกรรมของผู้ชายบางคน
เหลือแดกจริง ๆ พ่อคุณ !
วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน ค.ศ. 2009
เมษาทมิฬ
ใคร ๆ แม่งเค้าก็พูดกันเป็นวลีฮิต
รวมทั้งตัวกุด้วย บางครั้งมันก็ไม่ใช่วลี แต่บ่นร่ายยาวเป็นประโยคไปเลย
สาแก่ใจกุยิ่งนัก เสือกร้อนทำไมล่ะ
กุสงสารคนที่กุบ่นให้แม่งฟังอะ
มันคงเบื่อ แล้วก็หงุดหงิด ที่กุพล่ามอยู่ได้ว่า ร้อน ร้อน ร้อน
เอาน่า ช่างแม่งเหอะ ขี้เกียจแคร์ชาวบ้าน ฮ่า ๆ
เพิ่งเห็นว่า คราวที่แล้วอัพบล็อกเกี่ยวกับเรื่องอากาศหนาว ทำให้เราเป็นไข้
มาคราวนี้ อัพบล็อกกันข้ามชาติทีเดียว จู่ ๆ ก็โผล่มาหน้าร้อนเลย
ดีมาก ๆ ขยันที่สุด สวยด้วย ขยันด้วย นิสัยก็ดี พูดก็เพราะ
ช่วงสงกรานต์ไม่ได้เล่นไหนเยย ออกทริป นั่งบนรถ ตระเวนหาญาติ
เพราะไม่แน่ใจว่า ตัวกุมีญาติหรือไม่ ในอนาคตถ้าตายไป
ก็ต้องรีบไปรดน้ำดำหัวญาติสนิท มิตรสหาย ที่เคารพ
วันนึงไปอีกจังหวัดนึง อีกวันมาอีกจังหวัดนึง อีกวัน ฯลฯ
กุเริ่มเห็นเค้าอาชีพของกุแล้วว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ
แม่งไปสมัครเป็นเด็กเดินรถดีกว่า ได้อ่อยผู้โดยสารผู้ชายด้วย
แต่ด้วยความที่เกลียดการเดินทาง เลยคิดใหม่ ไม่เอาแระ น่าเบื่อ
เผื่ออี่ผู้โดยสารเหี้ย ลามก หัวล้าน หน้าตาแย่ มาฉอเลาะ จะพาลอ้วกเอา
( มึงสวยตายล่ะ อี่บลิว ! ใครบางคนตะโกนเข้ามาในจิตใต้สำนึก )
ว่าจะเล่นน้ำ ๆ ก็ไม่ได้เล่น ทำเป็นกระแดะ กลัวดำ ไว้ตอนเย็นค่อยเล่น
พอตกเย็น กุก็หลับขึ้นอืดอยู่ภายในห้อง อนาถที่สุด สังเวชสุดทน
แต่ทำไงได้ ถ้าคนอย่างกุรับผิดชอบความคิด
อนิจจัง มี เกิด ก็ต้องมีดับ หนาวออก ร้อนแทรก ฝน ไม่มี
กุข้องใจมานานแระ อยู่บางกอก ฝนตกนครปฐม ไปนครปฐม ฝนตกบางกอก
กลับพิดโลก ฝนตกบางกอก มาเชียงใหม่ ฝนตกพิดโลก และแพร่
ไปแพร่ ฝนตกเชียงใหม่
พ่อมึง !
จะตกไล่เสนียดกุเหรอ ? กุมันไม่ดีตรงไหน ?
กุไปหลอกด่าใครที่ไหน ? เวลาจะด่ากุก็ด่าตรง ๆ นี่ เท่าที่จำได้
แล้วเหตุใด ต้องไล่เสนียดกันโจ่งแจ้ง ให้กุรู้ตัวซะขนาดนี้วะ
ร้อนว่ะ !
อีกแระ วลีเดิม ๆ เวลากุบ่นว่าร้อนทีไร
บางคนแม่งหวังดี แต่เสือกไม่รู้เหี้ยอะไรเลย ก่อนพูดไม่ได้ปรึกษาสมองก่อน
ชอบบอกกับกุด้วยความห่วงใย
" ร้อนก็ไปอาบน้ำสิ อาบอีกรอบ จะได้หายร้อน "
ขอบใจค่ะสัด แล้วมึงรู้มั้ยว่า น้ำหอพักกุเนี่ย ร้อนจะตายห่าอยู่แล้ว
หลังบ้านกุไม่ได้มีหิมะตกนะ แดดเปรี้ยง ๆ สาดแสงส่อง
กระทบกับวัตถุ ซึ่งแม้แต่น้ำที่เก็บอยู่ในแทงก์
เวลาอาบน้ำ กุเหมือนตกนรกยังไงไม่ทราบ หายใจมะค่อยออก
อุณหภูมิสูงปรี๊ดดดดดดดดดด อาบที วิ่งมาเปิดพัดลมที
อี่พัดลมนี่ก็นะ พัดแต่ลมร้อนเข้ามา สู้กุไม่เปิดซะยังจะดีกว่า
มึงมาอาบน้ำหอพักกุมั้ยล่ะอีห่า
จะได้เข้าใจว่าทำไมกุยังเสือกทำตัวโง่ไม่ไปอาบน้ำหลาย ๆ ครั้งน่ะ
มันกล่าวไว้กับกุว่า
" อ้าวววว อยู่ภาคเหนือ ยังร้อนอีกเหรอ ? คิดว่าจะอากาศดีแล้วนะ "
แล้วภาคเหนือ มีดีที่อากาศดีตรงไหน ?
จะได้ไม่ร้อน อากาศชนบท เหมือนก่อนนู้น
รู้จักมะ มันเป็นเมืองแอ่งกะทะ ลมพัด ก็ติดเขา
เฮ้อ !!! กุอยากให้ฝนตก ทีหน้าหนาว แม่งหนาว ทีหน้าร้อน ก็แม่งร้อน
ทีหน้าฝนของกุล่ะก็ ตกบ้าง ไม่ตกบ้าง อี่ห่า ไม่ยุติธรรม
เออ ไม่น่าพูดเรื่องความยุติธรรม กับโลกใบนี้เลย ถามหาทำไมวะ มันไม่ได้มีอยู่จริง
เฮ้อ !!! นี่ถอนหายใจไปกี่ล้านรอบแระวะ ?
กุอยากขึ้นดอย แต่ก็เข้าใจว่า ยิ่งสูง ก็ยิ่งร้อน ไม่ใช่ยิ่งสูง ยิ่งหนาว
เพราะก็ใกล้ดวงอาทิตย์เกินไป
กุก็อยากรู้นะว่า อี่ดวงอาทิตย์ แม่งอยู่ได้ไงวะ ตัวเองร้อนจะตายห่า
มึงเก่งอะไรขนาดนี้เนี่ย ดวงโต ๆ มี ไฟพรึ่บพรั่บ ๆ
แต่เสือกอยู่ได้อะ เก่งมั้ยล่ะ นี่ขนาดอยู่ไกลนะ
ถ้าอยู่ใกล้ ๆ นึกสภาพร้อนตาย ไม่ออกเลย
กุว่านะ ร้อนอย่างงี้ ถ้ากุร้อนตาย แม่งเสียศักดิ์ศรีตัวกุชิบหายเลยอะ
ยังไม่ได้ทำไรที่อยากทำเลย สู้ไปสมัครเป็นทหารชายแดนดีกว่า
ตายอย่างสมศักดิ์ศรีกว่ามาก
เมืองไทย เป็นเมืองร้อน อ๋อ ค่ะ กุทราบ
แต่ด้วยเหตุอันใดก็ตาม กุขอบอกไว้เลยว่า
กุไม่สามารถทำใจให้ชินได้ กี่ปี กี่ปี ก็บอกว่า ปีนี้จะร้อนที่สุด ปีต่อไปก็ ปีนี้ร้อนกว่าที่ผ่านมา
กุก็เห็นแม่งร้อนทุกปีอะ ร้อนเกือบทุกวันด้วยกระมัง
ยิ่งพิมพ์ ก็ยิ่งร้อน ถ้าฝนตกนะ กุจาลั้ลลา อารมณ์ดี
มีตั้งหลายอย่าง ที่อยากขีด ๆ เขียน ๆ
เวลาก็มีตั้งเยอะแยะ แต่ความขี้เกียจมันมาบัง
ช่างเหอะ บล็อกกุนี่ อยากทำไรกุก็จาทำ
ใครมีปัญหากุกรวดน้ำแช่ง วะฮะ ๆ
กุนี่น่ารักเนอะ เอิ้ก ๆๆๆๆๆ
ภาษาเหนือวันละคำวันนี้ คำว่า กั้ด อ่านว่า กั้ด แปลว่า อาการอิ่มจนแน่น , อึดอัด
แปลอีกทีว่ะ กินข้าวอร่อยสุด ๆ กินจนอิ่มปลิ้น ไปเรยคร่า
บ๊าย...บาย
วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 2008
จับเธอ ฉีดยา !
ภาษาเหนือวันละคำวันนี้ คำว่า ซะป๊ะ อ่านว่า ซะ - ป๊ะ แปลว่า มากมาย , มีเพียบ , เยอะแยะ
วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 2008
ส้วมเต็ม ... สูบครั้งที่ 4
วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม ค.ศ. 2008
มึงเป็นไรมากป้ะ ?
วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007
ส้วมเต็ม ... สูบครั้งที่ 3
ป.ล กุเป็นผู้หญิงถ่อยๆ คนนึงที่สนใจและให้ความสำคัญกับวันเกิดของตัวเอง ! และคนอื่น !

