ถ่อย

ทำไมใครๆต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพื่อตลาดของสังคมด้วยวะ คิดยังไง อยากทำอะไร ทำไมต้องเลียนแบบ คนเราต้องเป็นตัวของเราเองสิวะ ... เนี่ยแหละ บล็อกกุ ส้วมของกุ บ่งบอกความสันดานของตัวกุ อยากอ่านก็อ่าน ไม่อยากอ่านก็ไม่ต้องอ่าน และถ้าใครขี้เกียจจะอ่าน ก็ไม่ต้องเสือกเม้นท์ บล็อกกุต้องอ่านก่อน ถึงจะเม้นท์ได้ ฉะนั้น ... ไม่อยากอ่าน ก็กดกากบาทข้างบน ปิดแม่งไปเลยค่ะ ขอบคุณที่ใช้บริการส้วมแห่งนี้ ตุ่ง ตุง ตุ๊งงงง ...

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

กุ ( มา ) ... กับฝน

อะโห้ววววววววว
นี่กุไม่ได้อัพบล็อกมานานแล้วนะเนี่ยยยยยยย
( แหม ... ทำเป็นตื่นเต้น ที่จริงก็ดองไว้นานหลายครั้งแล้วนี่ )
ครั้งก่อน ๆ กุเคยเกริ่นเกี่ยวกับเรื่องหนาวเอย ร้อนเอย ลืมไปว่า
เอ๊ะ นี่กุจะไม่สนใจเรื่องฝนตกกับเค้าบ้างเหรอ ?
อุเหม่ ... อันที่จริงกุล่ะอยากอัพเรื่องฝนตกมากค่า
เพราะเป็นฤดูกาลที่กุรักมาก
แต่มันไม่รักกุ !

เพราะกุรอคอยให้ฝนตกทีไร แม่งไม่เคยตกเลย
โน่น มันเสือกไปตกไอ่ตรงที่ที่เค้าไม่อยากให้ตก
โง่ชิบหาย ! คนที่เค้ารักกลับไม่เลือกเค้า ฝนเหี้ย !!!

( เหมือนผู้หญิงตัดพ้อผู้ชายพิกล ทีเรื่องนี้กุล่ะถนัดขึ้นมาเชียว )

แต่กุชอบหน้าฝนจริง จริ๊ง แม้หน้าตาจะดูตอแหล แต่นี่นู๋เปล่าตอแหลนะคะ
เวลาเล่น msn มีแต่คนมาถาม

" วันนี้ฝนตกมั้ย ? "
" บลิว บางกอกฝนตกเยอะมากเลย เชียงใหม่ตกมั้ย ? ได้ข่าวว่าน้ำท่วมภาคเหนือ "
" บลิว กลับแพร่แล้วที่นั่นฝนตกรึเปล่า ? เชียงใหม่ตกกระหน่ำเลยอะ "
" พี่บลิว ตอนนี้ที่แพร่ฝนตกหนักโคตร ๆ เลยง่ะ เย็นสบายที่สุด "

อี่ห่าลากเย็ดแม่สันดานหมาหัวควย
( ด่าแบบ non - stop แม่งเลย )

เห็นมะ ฝนตก ตกตอนกุอยู่ซะที่หนาย กุอยู่อีกที่ แม่งไปตกอีกที่
พอกุกลับมาที่ที่แม่งเคยตก โน่น ไปตกที่ที่กุจากมา
พ่อมึงตาย สัด รังเกียจกุขนาดนั้นเลยเหรอ ?
กุอุตส่าห์ รอ แล้ว รอ อีก รอให้หน้าฝนผ่านมา เยี่ยงอึ่งอ่างน้อยรอฝน
ใจเต้นตุ้บ ๆ ยิ่งกว่ามีคนมาบอกรัก
แม่งก็เปล่า ไม่ตกซะงั้น
ความคับข้องใจก่อเกิดขึ้นมา และไม่มีใครสามารถตอบได้
จนหน้ากุมีริ้วรอย และสิวขึ้นด้วยความคิดมาก
( ดูเหมือนเว่อร์ แต่เรื่องจริงนะค้า )
กุแม่งก็ไม่รู้เป็นอะไร เวลาฝนตก ต่อให้กุร้องไห้เสียใจ
หรือหงุดหงิดอารมณ์ขนาดไหน และไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แย่ ๆ เยี่ยงไร
กุก็รู้สึกดีขึ้นมาได้ทันที ยิ้มได้ แล้วก็ลั้ลลาเป็นที่สุด

ชะรอยกุอาจจะเป็นลูกพระพิรุณก็เป็นได้
( หมายถึงเกิดเดือนพฤษภาคม ช่วงหน้าฝนพอดี )

กุเคยคิดในใจแบบเด็กน่ารัก ๆ แอ๊บแบ๊ว ๆ
ด้วยถ้อยคำน่ารักน่าเอ็นดู

" สาธุ วันนี้นู๋บลิวขอให้ฝนตกเยอะ ๆ เลยนะคะ
นู๋ชอบฝนตกที่สุดในโลกเลยค่ะ "

แล้วกุก็กราบงาม ๆ หลาย ๆ ครั้ง ประดุจคนย้ำคิดย้ำทำ
กุคิดว่า ถ้าเราพูดจาดี คิดดี ทำดี
ความหวังในใจอาจจะเป็นจริงขึ้นมา

ในบางเวลา ฟ้าก็ครึ้มได้ใจมาก อากาศแม่งก็ร้อนได้ใจเช่นกัน
กัดฟันอดทน สู้อุตส่าห์ไม่บ่น
สิวเม็ดเป้งที่ขึ้นมาอุดรูขุมขน

เปล่งรัศมีความใสนวลเนียนของก้อนไขมัน ก็ผุดขึ้นมาแข่งกัน
แถมยังกระซิบกระซาบข้างหูกุ ว่า
" เอาเลย บีบกุสิ บีบกุสิ "

ซึ่งกุต้องใช้ขันติอดทนมาก ในการจะหักห้ามใจไม่ให้บีบ
แต่ก็นะ บีบไปแล้วว่ะ อดไม่ได้จริง ๆ หน้าเหี้ยเลยกุ

- -"

ก็อากาศร้อนมากง่ะ ร้อนที่สุดในโลก นี่ขนาดกุอยู่เชียงใหม่นะ
แต่ขอโทษ ประเทศเชียงใหม่นี่ร้อนห่าแดกที่สุด กุก็นึกว่าแถว ๆ พิดโลก
ไม่ก็นครปฐม นี่ สุด ๆ แระนะ มาอยู่ภาคเหนือ กลับกลายเป็นยิ่งกว่าเก่า
ไม่ห่าแดก ก็ไม่รู้จะพูดไงดีค่ะ

เวลาฝนตก ได้กินอะไรที่ชอบ มีขนม เป๊บซี่ ช็อกโกแลต
( โอ้ว ตัวแปรของความอ้วนและสิวทั้งนั้น )
ได้อ่านหนังสือ เล่นเน็ต เปิดเพลงฟัง
โอ๊ยยยยย แม่ง นี่มันสวรรค์ชัด ๆ

จะนั่งจะนอน ก็ยังเป็นสวรรค์ย่อม ๆ ของคนเหี้ย ๆ เช่นกุได้เสมอ
วันไหนฝนไม่ตก กุจะกลายร่างเป็น อึ่งอ่างขี้หงุดหงิด
เห็นเหี้ยไรก็หงุดหงิด ใครพูดไรเข้าหูนิดหน่อย เอาล่ะ เป็นเรื่อง
หน้าอย่างกะส้นตีน ยิ่งมีใครขัดใจ ยิ่งทำให้กุด่าเละ
สาแก่ใจกุยิ่งนัก เสือกเข้ามาไม่ดูตาม้าตาเรือ

กุเบื่อมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

เวลามีใครบอกกุว่า ที่นั่นที่นี่ฝนตก
หรือไม่ก็ ถามว่าน้ำท่วมมั้ย อะไรยังไง
กุจะไปรู้พ่องเรอะ !
ที่ที่กุอยู่มันไม่ตกโว้ย ถึงแม่งตก กุก็คิดว่าไม่สะใจ
เปาะแปะ ๆ ๆ ๆ จบ แดดส่องแรงอีก
ตกลงมึงตกให้เป็นพิธีเหมือนตัดริบบิ้นเปิดงานอีเว้นท์เหรอคะ
เอาล่ะ กุตกแระนะ กุทำหน้าที่ตามฤดูกาลแระนะ อย่าว่ากุนะ ตบฟว่ำ

เอาสิ ... ตกตามฤดูกาลของฝนก็จริง แต่ตกอย่างงี้
เปลี่ยนฤดูกาลประจำประเทศไทยเหอะกุว่า
มีแต่หน้าร้อน กับหน้าร้อนกว่า แล้วก็หน้าหนาวไปเหอะ ง่ายดี
ส่วนฝนเป็นแค่ตัวประกอบ อย่าให้มันมีหน้ามีตา เชิด ๆ เริด ๆ
เป็นฤดูกาลประจำประเทศเลยดีกว่า

บางทีเวลาอธิษฐานด้วยคำสุภาพ วาจาดี ถ้อยคำน่ารัก ก็ไม่ได้ผล
คราวนี้ล่ะก็ อี่อึ่งอ่างขี้หงุดหงิดก็แสดงอภินิหารสันดานเดิม
สาปแช่งแม่งเลย " อี่ฝนเหี้ย ตกก็ไม่ตกตอนที่กุอยู่
กุอยากให้ตกแทบตายมึงก็ไม่ตก
ไปตกให้คนอื่นที่แม่งบ่นแล้วบ่นอีกทำไม "

จะว่าไปกุก็สงสารฝนเหมือนกัน
( เหมือนเป็นคนเลยนะ มีสงสารด้วย )

เหมือนที่เค้าว่ากันว่า " ฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า "
คงเป็นเพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นทางสายกลางจริง ๆ
บางทีกุอยู่ตัว อ. เมือง งี้ พอขี่มอไซค์ไป อ. แม่ริม งี้

ฝนตก !!!

สาดดดดดดดดดดด ทีแบบนี้ล่ะก็ เสือกตกเชียวนะ
ตอนกุอยู่หอมึงไม่ตกหนัก ๆ เลยล่ะ จัดมาหนัก ๆ เลยสิ
ทั้ง ๆ ที่ฟ้าก็ครึ้มเหมือนกัน แต่ฝนตกคนละที่ แล้วก็ไม่ใช่ไกลกัน
แค่ อ. เมือง กับ อ. แม่ริม เนี่ย
ใกล้กันยังกะมดลูกกับรังไข่ แต่แม่ริมตกหนักม้ากค่า
อ. เมือง ยังร้อนระอุยิ่งกว่าทะเลทรายอีก
ขนาดฟ้าฝนยังเป็นแบบนี้
เราจะยังเรียกร้องหาความยุติธรรมให้ชีวิตอีก

คงเป็นไปไม่ได้ล่ะกุว่า

กุเคยคิดว่า ทำไมชื่อของฤดูอื่นแม่งเพราะ ๆ ทั้งนั้น
ไม่ว่าจะหน้าหนาว ก็เหมันต์
ไม่ว่าจะหน้าร้อน ก็คิมหันต์
ทีหน้าฝน เสือกเป็น วสันต์
โห่ว ไม่เพราะเลยอะ ทำให้กุนึกถึงเพื่อนสมัย ม.ต้น
แม่ง ไอ่วสันต์ผู้นั่งหลังห้อง

กุก็เลยคุยกับพี่ไก่ กุ๊กกิ๊ก นักเขียนการ์ตูนที่เล่น msn กับกุ
( สงสารพี่ไก่มาก ที่มาเจอกุ แต่ไม่เป็นไร ถือเป็นความซวยของพี่แระกันนะคะ ก๊าก )
ในเรื่องความไม่ยุติธรรมของชื่อ ก็ดูดิ มันไม่เพราะง่ะ

พี่ไก่เลยช่วยหาความจริงให้กุ อันที่จริง วสันตฤดู มันไม่ใช่หน้าฝน !!!

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เย้ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

ดีใจมาก ดีใจเหมือนโดนขอแต่งงาน
( เหรอ ? นี่ดีใจที่สุดในชีวิตแระ ? )
พี่ไก่บอกว่า วสันต์น่ะมันคือฤดูใบไม้ผลิ
แต่ฤดูฝนของกุ ( แหม เต็มปากเชียวว่าของกุ )
เค้าเรียกว่า วัสสะ หรือ วัสสา หรือ วสา หรือ
เอ่อ ... มีไรอีกวะ ? หรือจบแค่นี้ ?
เลยนึกขึ้นได้เวลาหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ หรือหนังเกาหลีย้อนยุค
เค้าเรียกแม่ของพระราชาว่า พระพันวสา
ซึ่งมันคงแปลได้ว่า มีอายุยืนยาว ใช่ปะวะ
( กุคงเป็นคนที่รู้ทีหลังชาวบ้านมั้งเนี่ย )

กุบ้าฤดูฝน จนกุอยากจะเปลี่ยนชื่อให้มีอะไรที่คล้องจองกับฝนเลยทีเดียว
จากสุทิวา ก็อยากให้กลายเป็นสุวสา งิงิ
แต่ก็กลัวคนซ้ำ เอาที่พ่อแม่กุตั้งให้นี่แหละ ชื่อไม่มีตัวกาลกิณี
แต่ก็ไม่มีตัวอักษรเด่นในเรื่องใด ๆ เลย ฮ่า ๆ
( เข้าเรื่องโหราศาสตร์ได้ไง )

แล้วคิดดู หากกุมีชื่อเล่นว่าน้องวสา ไม่ได้ชื่อบลิวแล้วไซร้
กุคงไม่ได้มาทำไรถ่อย ๆ พูดคำ สบถออกมา 3 คำ แบบนี้
" วสาคิดว่า มันทำไม่ถูกนะคะ มันเหี้ยมากค่ะ
วสาเกลียดแม่งมากเลย ไอ่สัดนี่ "

เข้ากันที่ไหน ไม่เหมาะไม่ควรอย่างแรง
" วสาคิดว่า เค้าทำไม่ถูกค่ะ วสารับการกระทำของเค้าไม่ได้จริง ๆ
วสาคงต้องเรียนคุณพ่อให้ทราบดีกว่า "

นี่ ! มันต้องแบบนี้เสะ
บางทีอยากเปลี่ยนมาก แบบว่า สุวัสสา
พี่ไก่ กุ๊กกิ๊ก แม่งก็เตือนสติกุอีกว่า

" ไม่กลัวคนอื่นหาว่า เคยชื่อสุวัฒน์มาก่อนเหรอ ?
เค้าอาจจะคิดว่าเราเป็นกะเทยแปลงเพศก็ได้นะ "

แม่ง ทำไมพี่ไก่ กุ๊กกิ๊กฉลาดจัง
( ส่วนกุก็โง่เป็นปกติชนอยู่แล้ว )

หรือจะให้เป็น พิรุณพร , พรพิรุณ , สายฝน , เสียงพิรุณ
นั่นก็เชย นี่ก็ซ้ำ โน่นก็ยี่ห้อบุหรี่ นั่นก็ฟังดูแปร่ง ๆ
ไม่มีอะไรถูกใจซักที

คืนนั้นทั้งคืน กุกับพี่ไก่ กุ๊กกิ๊ก
ก็นั่งหาชื่อกุ๊กกิ๊ก เอ๊ย ! ชื่อที่มีคำพวกนี้ปะปนมาตั้งกัน
( มันส์ดีอะ กุชอบ สนุกมั่ก ๆ ส่วนพี่ไก่ คาดว่าคงง่วงมั่ก ๆ )

ก็ได้แค่ตั้งเล่น ๆ ล่ะว้า ไม่กล้าเปลี่ยน
อีกอย่าง ถ้าเอาสุวสา จริง ๆ

แม่งก็กาลกิณี กับกุอีกอะ ( เอาอีก โหราศาสตร์อีก )

อย่างไรก็ดี กุก็คิดว่ากุคงเป็นคน Romatic ไม่น้อย
( และอารมณ์แปรปรวนไม่น้อย แถมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน )
เพราะไม่งั้นคงไม่ใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขนาดนี้กระมัง
เรื่องที่ควรซีเรียสที่คนอื่นเค้าซีเรียส ก็เสือกไม่ไปซีเรียสกับเค้า
แต่เรื่องแบบนี้คนอื่นไม่ซีเรียส กุก็เอามาเป็นประเด็น
( เอ๊ะ ใครจะทำไม นี่มันกุนี่คะ )

ขอขอบพระคุณมาก สำหรับผู้คนที่รู้ว่ากุชอบหน้าฝน
ที่รู้จากการได้สังเกตกุ ก็ดี
รู้จากการที่กุพร่ำบอกว่ากุชอบบบบบบ ก็ดี
แล้วมาอวยพรให้กุว่าขอให้ฝนตก
หรือไม่ก็ถามไถ่ว่าฝนตกมั้ย อะไรยังไง
เพราะนั่น กุถือว่าเป็นห่วงกุ และอยากให้กุมีความสุข
( รึเปล่า ? หรือกุคิดไปเอง ? อ๊ะ หรือกุหลงประเด็น )

และกุจะเซ็งมาก หากใครมาเอ่ยวจี วาจา ประมาณว่า
ที่นี่ตกนะ วุ้ยเย็นมากเยย ลั้ลลา ๆ อี่สัด !
กุอิจฉานะ หงุดหงิดมากด้วย อาจโดนกุด่าได้ และกุจะงอน

ชิห์ !

ส่วนใครที่คิดว่า กุจะงอนก็งอนไปสิ ไม่เกี่ยว
นั่นก็เรื่องของมึงแล้วล่ะ เพราะกุงอน กุอยากงอน ไม่สนใจกุก็ไม่ว่าอะไร
เพราะนั่นก็ไม่ใช่ธุระของกุ เอ๊ะ ยังไง เอิ้ก ๆ ๆ ๆ
หน้าฝนที่ชุ่มฉ่ำ อากาศเย็น ๆ ชื้น ๆ ขอได้โปรดอยู่กับกุไปนาน ๆ ได้มั้ยง่า
กุไม่อยากอารมณ์เสียเพราะอากาศเหี้ย ๆ เหมือนทุกวันนี้เลย
มันพาลทำให้กุรู้สึกแย่ตลอดเวลา
อันที่จริง แก้ไขที่ใจ น่าจะเวิร์คกว่านะ
( ก็กุอยากให้ฝนตกนี่ )

กุร้องเพลงฝนเอยทำไมจึงตกได้ขึ้นใจ
ถ้าหากมันตกเพราะกบร้องจริง ๆ ล่ะก็
กุจะไปขุดเอากบขึ้นมาตอนแม่งจำศีล
บีบ ๆ มัน ให้ร้องตลอดปี ตลอดชาติเลยทีเดียว !

กุชอบประโยคนี้จริง ๆ
" Kiss me in the rain "
ถูกใจง่ะ อุ๊ย เขิน งิงิ

กุรักฤดูฝน รักสายฝน รักฝนตกที่สุดเล้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

ภาษาเหนือวันละคำวันนี้ คำว่า เอิ้น อ่านว่า เอิ้น
แปลว่า เรียก , เรียกหา , ส่งเสียงเรียก

แต่งประโยค ป้อฮื่อน่องโบว์ไปเอิ้นน่องบลิวมาผ่อทีวี
แปลอีกทีว่ะ คุณพ่อให้น้องโบว์ไปเรียกน้องบลิวมาดูทีวี

บ๊าย...บาย
นู๋บลิว เซเลอร์มูน ก๋ากั่น

ป.ล บางคนบอกว่าให้กุไปภาคใต้ เพราะที่นั่นฝนตกตลอด
กุก็ชอบหรอกนะที่ฝนตก แต่กุเกลียดอากาศที่เหนียวเหนอะหนะ
และชื้นแบบอับ ๆ นี่คะ

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

... อุแว้ อุแว้ ...

ย้อนหลังไปเมื่อ 26 ปี ก่อนพุทธกาล
อ๊ะ ไม่ใช่ !
26 ปี หลังจากปี 2552 นี้
เด็กน้อยตัวแดง อวบอ้วน หน้าเหี่ยว
ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น
กุนี่แหละ เกิดมา วันที่ 17 พ.ค 2526
พ่อเล่าว่า แม่ปวดท้องตั้งแต่วันที่ 16
ช่วงนั้นก็เป็นช่วงเปิดเทอมของโรงเรียนพอดี
เมื่อก่อน ไม่มีโรงพยาบาลแถวนั้น
พ่อก็ให้แม่นั่งซ้อนมอไซค์
อุ้มท้องโย้ ๆ ไปโรงพยาบาลอีกอำเภอหนึ่ง
( แม่งทรหดว่ะ )
แม่ปวดท้องร้อง โอ๊ย โอ๊ย ( ไม่ใช่เพลงนะ )
พ่อก็ไม่รู้จะทำไง เอ็ดแม่กุซะกุตกใจหมด
( แหม่ ได้ข่าวว่ามึงยังไม่คลอดมั้งอี่บลิว )
ตอนกุคลอด
พ่อกุรอหน้าห้องคลอดเมียงมองหาญาติพี่น้องก็ไม่มีซักคน
ก็จะให้มีได้ไง เพราะญาติพี่น้องทางพ่อ ก็อยู่แพร่
ญาติพี่น้องทางแม่ก็อยู่นครสวรรค์
พ่อแม่ทำงานพิษณุโลก
โอ๊ย แล้วแต่ก่อนทำอย่างกะว่าเดินทางง่ายนักแล
พ่อกุเลยแบบว่า แม่งใจแป้ว
น้ำตาลูกผู้ชายคลอเบ้าตา จะหลั่งรินออกมาก็มิกล้า
เสียเชิงชายอดีตนักมวยประจำหมู่บ้าน
จะมาทำอย่างงี้ม่ายด๊ายยยยยยย
และแล้ว กุก็ได้มีโอกาสเติบใหญ่
กุจำได้ครั้งหนึ่งว่าตอนกุอยู่แพร่
แล้วตรงกับวันเกิดกุ
พ่อกุซื้อเค้กมาให้เป็นเค้กแยมน่ากิ๊น น่ากิน
กุทนไม่ไหวแว้วววว น้ำลงน้ำลายไหลย้อย
อยากแดกเค้กแยมสุดฤทธิ์
วิงวอนฟ้าดิน " สาธู้ ขอให้ถึงวันที่ 17 เร็ว ๆ ไม่ได้เหยอค้า "
" วันนี้วันที่ 16 แล้ว ค่ำ เร็ว ๆ ไม่ได้เหรอค้า "
ตกดึกของวันที่ 16 กุตบะแตกอย่างสิ้นเชิง
บอกพ่อว่า ไม่ไหวแล้ว อยากกินเค้กอย่างมหาศาล
( กุนี่อยากแดกเว่อร์ อะ บ้ามาก )
พ่อ : " แล้วพรุ่งนี้จะเค้กไหนเป่า
" กุ : " ขอนิดเดียว ๆ "
พ่อจึงให้กุไปแบ่งเค้กมากินนิดนึง
เพราะสงสารลูกกุคิดว่าสงสารในทางสังเวช
ที่ลูกกุมันจะทนเหี้ยไรอีกนิดไม่ได้เชียวหรือ
ดังนั้น เมื่อถึงวันที่ 17 สภาพเค้กของกุ
จึงมีรอยแหว่งวิ่น หาใช่รอยจากคมมีดตัดแบ่งไม่
แต่นั่น คือรอยแหว่งจากการจกด้วยมือของกุเอง
ไม่เพียงแต่อุบาทว์ แต่ยังทุเรศได้ด้วยการแก้เผ็ดของพ่อกุ
พ่อกุอยากดัดสันดานลูก จึงนำข้าวเหนียวหนึ่งปั้น
( บ้านกุเรียกปั้นอะ หนึ่งกำมือปะ ?
ที่คนภาคอื่นเรียกกัน ?
ช่างแม่งเหอะ ไม่เข้าใจก็ช่าง กุจะไปแคร์ใครทำไมเนี่ย )
มาอุดช่องโหว่ของเค้ก
เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเนียน ๆ
ซึ่งนำความอับอายมาสู่กุอย่างมาก
ที่ได้สูตรของหนมเค้กแบบใหม่มาครอบครองเฉพาะตัว
เค้ก 3 ส่วน ข้าวเหนียว 1 ส่วน โปะให้เข้ากัน
งิงิ
หลังจากนั้น เมื่อกุย้ายไปเรียนที่พิษณุโลกไปอยู่กับพ่อแม่
เมื่อใดก็ตามที่เป็นวันเกิดกุ
กุก็จะได้กินเค้ก ช็อกโกแลต ที่แม่กับอาทำ
ไม่มีวิปปิ้งครีม ไม่มีอะไรเลย มีแต่เค้กที่อบเกรียม ๆ
ได้กลิ่นช็อกโกแลตอบอวล จนกุแทบจะลอยตามกลิ่น
( เหี้ย ! บรรยายซะจนอยากจะแดกเลยอะ )
- -"
มีอยู่ปีหนึ่ง กุจำได้ ทำเอากุน้ำตาจะไหล
ไม่ได้ซึ้งอะไร แต่โกรธ โกรธทำไมน่ะเหรอคะ
ต๊าย ... ถ้าไม่เขียนลงไป เกรงว่าจะเกิดอารมณ์หงุดหงิดค่า
ทั้ง ๆ ที่วันนั้น เป็นวันเกิดกุ
คนข้างบ้านก็เอาของขวัญมาให้กุ
อ๊ะ ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรใช่ม้า ?
อะฮ้า อย่าคิดเช่นนั้น เรื่องที่ทำให้โกรธ ก็คือ
เค้ากลัวน้องสาวกุ เออ อี่โบว์ น่ะ
กลัวแม่งน้อยใจคือมีของขวัญให้กุ แต่อี่โบว์ไม่ได้ อะไรประมาณนั้น
ดั๊นนนนน ให้ของขวัญกุเสร็จ เสือกมีให้อี่โบว์ด้วย
กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
บลิวไม่ไหวแล้ว บลิวจะชน !!!
คือมึงเกี่ยวอะไรเนี่ย คือมันวันเกิดกุนะ
ทีวันเกิดมึง กุยังไม่ได้เหี้ยอะไรเลย ซักปี
แล้ววันเกิดกุปีนี้ มึงทำไมด๊ายยยยยยยยยย
หาาาาาาาาาาาาา
อารมณ์น้อยใจของกุ ล้นปรี่ น้ำตาเอ่อ
แต่ทำเป็นไม่ให้ใครเห็นทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นกุก็เด็กนะ
แต่ความตอแหลในการแสดง มีเหลือล้นกว่า
จึงมิมีใครรู้ ในเรื่องที่กุน้อยใจ
ป่านนี้น้องกุมันก็คงไม่รู้หรอกว่า
กุน่ะ น้อยใจคนที่ให้ของขวัญมันด้วยอะ
คือวันเกิดกุเนี่ย กุให้ความสำคัญมาก
กุเป็นคนที่รู้สึกตื่นเต้นทุกปีที่จะมีวันคล้ายวันเกิด
รู้สึกมันเป็นวันที่พิเศษ
เหมือนกะว่า วันนี้เป็นวันของกุนะ
เป็นวันที่ทุกคนต้องใส่ใจกุนะ ต้องเต็มที่ กุเป็นนางฟ้า
มันรู้สึกยิ่งใหญ่กว่าวันไหน ๆ
บอกไม่ถูกเหมือนกัน เพราะกุก็ไม่เข้าใจตัวเอง
ยิ่งกุอายุเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ ความบ้าในอัตตา ก็มีมากขึ้นเท่านั้น
รู้สึกถึงว่า มันมีค่าเสมอ มันมีค่าตลอดเวลา
ใครลืมไม่ได้ หากกุจะกลัวว่าใครลืม
กุจำเป็นต้องมาป่าวประกาศให้ทุกคนรู้
ดังนั้น อย่าได้แปลกใจ
หากใครมาเห็นว่ากุมาเย้ว ๆ ใน msn
หรือในเว็ปต่าง ๆ ให้ทุกคนรู้ว่า กุเกิดวันนี้นะ
สิ่งที่กุดีใจในวันเกิดอีกเรื่องหนึ่ง
ก็คงจะเป็นเรื่องของราศี
มันก็ไม่ใช่ว่ากุชอบราศีพฤษภ หรืออะไรมาก
แต่ว่า ... มันทำให้กุรู้สึกถึงความเป็นตัวกุอย่างน่าประหลาด
เป็นเพราะกุเกิดในกลางเดือน
จึงมีราศีเป็นของตัวเอง
ไม่จำเป็นต้องแชร์ราศีเกิดกับใคร
ไม่ต้องไปดูราศีเมษบ้าง ราศีพฤษภบ้าง อะไรบ้าง
ไม่ว่าตำราเล่มไหน กุก็เกิดราศีพฤษภแน่ ๆ
คนอย่างกุไม่ชอบอะไรวุ่นวาย ซับซ้อน
( นอกจากความคิดที่เสือกซับซ้อนอะนะ )
มันจึงเป็นสิ่งที่รู้สึกภูมิใจเล็ก ๆ เหมือนกันนะ
ที่ไม่ต้องไปทะเลาะกับตัวเองเมื่อจะอ่านดวง
5555
นี่กุโตแล้วจริงเหรอ ?
เมื่อโตขึ้น โตขึ้น อายุมากขึ้น
งานเลี้ยง งานฉลอง งานสังสรรค์ ต่าง ๆ
ก็หายไปทีละเล็กละน้อย
บางปี กุก็อยู่คนเดียว บางปี กุก็นั่งร้องไห้คนเดียว
บางปี มันก็รู้สึกโดดเดี่ยวและอ้างว้าง
บางปี มันก็รู้สึกว่าสนุกสนาน
กุก็ไม่คิดเลยว่า
วันเกิดของกุจะมีเรื่องเศร้า เคล้าน้ำตาปะปนด้วย
มันคงเหมือนแม่น้ำปิงที่ใสสะอาด
พอไหลมารวมกับแม่น้ำยมแม่น้ำวัง แม่น้ำน่าน
( แม่น้ำน่านนี่สกปรกมากค่า )
มันก็คงต้องเจือปนกันไป
ต่อให้ตัวเองใสแค่ไหน ก็ต้องทนยอมรับกับสิ่งที่เจือปนมาด้วย
( เอ๊ะ นี่มันเกี่ยวมั้ยเนี่ย ? กุเริ่มมึน )
กุก็เคยคิดเหมือนกันว่า ถ้ากุไม่มีใครในวันเกิดจริง ๆ
กุจะทำยังไง
ปีที่แล้ว ก็มีคนโทรมาอวยพรเหมือนกัน
แต่ว่า ... กุก็ไม่ได้อยู่บ้าน
สิ่งที่กุทำได้คือ ไปบ้านเพื่อน ไปอยู่กับเพื่อน
เพื่อนทำงาน กุนั่งเล่น นั่งเหงา
นั่งอารมณ์เดียวดายคนเดียว
คิด ๆ ไป หากกุเลียนแบบ MV ที่เค้าทำ ๆ กัน
จะเป็นยังไงนะ
เรื่องนี้กุคิดมาหลายครั้ง
สมมติว่า อยู่คนเดียว ไปซื้อเค้กมา
จุดเทียนแล้วร้องเพลงวันเกิดให้ตัวเอง
อธิษฐานเอง อวยพรเอง
เล่นเอง ชงเอง แดกเอง เช่นนี้กุจำทำได้มั้ย ?
กุจะอยู่ได้มั้ย ? น้ำตากุจะไหลมั้ย ?
แค่กุคิด ที่จะทำแบบนี้
จู่ ๆ น้ำตาก็ไหล พราก ๆ แล้วอะ
แต่ไม่แน่หรอก ชีวิตจริง ถ้าไม่ลองทำ
ก็ไม่รู้หรอกว่า ทนได้หรือไม่ได้
เมื่อก่อนเคยคิดว่า ถ้าเลิกกับคนที่เรารักมาก
รักจนหมดหัวใจกุคงเลิกไม่ได้ กุคงขาดเค้าไม่ได้
คงทนไม่ได้ ที่ไม่มีเค้าเคียงข้างกาย
แต่ ณ วันนี้ กุก็ยังคงเสียใจ ยังคงปวดใจ
ยังคงรู้สึกว่ามันเจ็บปวดอยู่มิวาย
แต่ ... กุก็ผ่านพ้นวันนั้นมาได้
ผ่านพ้น เพื่อรู้จักการเยียวยา รักษาตัวเอง
สัตว์ เวลาที่มันเจ็บ เป็นแผลเหวอะหวะขนาดไหน
มันยังรู้จักเลียแผลให้ตัวเองเลย
นับประสาอะไรกับกุล่ะ ที่จะไม่ได้
คิดได้ดังนี้ กุจึงลองก้าวเดิน เดินไปหาสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้
ทำได้ แต่ทนแทบไม่ได้ แล้วจะให้ทำยังไง ?
ในเมื่อชีวิตมันต้องทน ยังไม่ตาย
มันก็ต้องทนให้มีชีวิตอยู่รอด
กุก็ไม่ได้เก่ง ไม่ได้เข้มแข็ง แต่มันต้องทำ
มันต้องเรียนรู้มันต้องแก้ปัญหา
ถึงแม้จะเป็นการแก้เฉพาะหน้า
ก็ต้องทำ หากกุต้องอยู่คนเดียวจริง ๆ ล่ะก็
กุจะลองซักครั้ง กะอีแค่ เป่าเทียนวันเกิดคนเดียว
ร้องเพลงให้ตัวเองแค่นี้ทำได้ ก็จะทำต่อไป
ทำแล้วรู้สึกว่ามันแย่เกินเยียวยา ก็เลิกทำ
วันเกิดปีนี้ อยากได้นั่นอยากได้นี่
หวังที่จะได้นั่น หวังที่จะได้นี่
ตามแต่กิเลสที่กุมี
แต่สิ่งหนึ่งที่กุอยากบอก และอวยพรให้ตัวกุเอง คือ
กุอยากให้กุยืนอยู่ด้วยความคิดในมุมมองที่กุเป็น
ไม่ใช่กระเสือกกระสนดิ้นรนกับมุมมองคนอื่น
แล้วนำพามาเป็นตัวทำลาย
และขัดขวางการดำเนินชีวิตของตัวกุเอง
อย่างไรก็ดี จะดีหรือไม่ดี
กุ ก็ยังเป็นนู๋บลิว น้องบลิว อี่บลิว ไอ้บลิว ฯลฯ
ของสิ่งแวดล้อมรอบตัวกุอยู่ดี
ขอบพระคุณพ่อแม่ ที่รักกัน ครอบครัว วงศาคณาญาติ
ที่มีผล มีปัจจัยทำให้กุได้เกิดมา
อสุจิตัวน้อยอย่างกุ อาจจะไม่ได้แข็งแรงเกินใคร
กุอาจจะโกงคนอื่นเข้าวินมดลูกแม่ก็ได้
ไม่ใช้หางตบตัวอื่น ก็อาจจะวางยาสลบตัวอื่น
เพื่อขัดขวางไม่ให้ตัวอื่น เข้าวินชนะกุ ฮ่า ๆ
ตอนนี้เกิดมาแล้ว ทำไรได้ กุจะทำ
ไม่ให้เสียชาติเกิดล่ะค่า
ภาษาเหนือวันละคำวันนี้ คำว่า หมาน อ่านว่า หมาน แปลว่า ลักษณะดี , เฮง
แต่งประโยค น่องคนนั่นเจื้อว่า ถ้าใส่เสื้อสีแดงตึงวัน เปิ้นย่ะหมานดีแต้
แปลอีกทีว่ะ น้องคนนั้นเชื่อว่า ถ้าใส่เสื้อสีแดงทุกวัน เค้าจะดวงดี เฮง ๆ
บ๊าย...บาย
นู๋บลิว เซเลอร์มูน ก๋ากั่น
ป.ล รักทุกคนที่รักนู๋เจ้า ขอบคุณที่สุด ขอกราบงาม ๆ
และกรวดน้ำทำบุญตอนเช้า
เผื่อว่าเจ้ากรรมนายเวร จะลดน้อยลงบ้าง ( ก็ดี )

วันเสาร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

กัลยาณีแบบกุ

หงุดหงิดใจ ทั้งอากาศร้อนระอุ และมวลร่างกายเดือด
บลา บลา บลา

หาอะไรอ่านเล่นในเว็ป
พลันสายตาก็ไปปะทะกับเรื่องน่าอ่านเรื่องหนึ่ง
เป็นเรื่องประวัติของนางวิสาขา ในสมัยพุทธกาล
อันที่จริง กุเคยได้ยินเรื่องนางวิสาขานี่นานมากแระ
แล้วก็เชื่อเฉกเช่นเดียวกันกับคำบอกเล่า ว่านางวิสาขาคนนี้
เป็นสตรีที่พร้อมด้วย คำว่า เบญจกัลยาณี คือ สตรีที่มีความงามห้าประการ
โอ้วแม่เจ้า ... เมื่อก่อนกุอาจจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์
เมื่อใครเล่าให้ฟัง กุก็ยิ่งอยากจะเป็นหญิงงามห้าประการเหมือนกันแฮะ
พอเติบใหญ่ คิดลึก คิดมาก คิดฟุ้งซ่าน ได้อีก
กุจึงใคร่ครวญ และสังเคราะห์เรื่องเล่าเรื่องนี้
จึงเป็นเหตุให้กุหงุดหงิดใจว่า เหตุใดคนเราจึงเชื่อได้เชื่อดี
กับคำบอกเล่า เห็นแค่คำพูดที่ว่า หญิงนี้ดี สตรีนี้ดี ก็เชื่อกันไปแล้วว่า คงดี
แต่ทำไมไม่มองไปว่า จริง ๆ แล้วนี่ ดีจริงเหรอวะ ?

เท่าที่กุอ่านประวัตินางวิสาขาดูเนี่ย
ไอ่ความงามห้าประการอะไรนี่
มันเป็นการพูดส่ง ๆ ของบุรุษเพศนายหนึ่ง
ซึ่งโดนพ่อแม่รบเร้าให้แต่งงาน แต่บุรุษเพศนายนี้
มิได้ใคร่อยากแต่งงานเท่าไหร่
ใครเคยได้อ่านประวัตินางวิสาขา มาก่อนคงจะได้รู้ว่า เรื่องราวยิบย่อยเป็นมายังไง
ซึ่งกุขี้เกียจเล่า กุเคยอ่านแล้ว กุเขียนบล็อกกุ ฉะนั้นกุเข้าใจแล้ว
ใครเข้ามาเสือกแล้วไม่เข้าใจ ไปหาอ่านก่อนแระกัน
เอ๊ะ ก็กุบอกว่ากุไม่เล่าแล้วไง อีห่า ตบฟว่ำ
( ใครเซ้าซี้ให้กุเล่า คนนั้นเป็นหมา หุหุ )

มาเข้าประเด็นก็คือ เมื่อบุรุษผู้นี้ไม่อยากแต่ง ก็คิดแล้วว่า
กุจะทำเหี้ยไรดีวะ ให้พ่อแม่กุไม่บังคับให้แต่งงาน
ซึ่งกุก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า เหตุใดจึงไม่อยากแต่งงาน
เพราะกุก็ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องชาวบ้านขนาดนั้น
ดังนั้น จึงบอกพ่อแม่ว่า เออถ้าหาผู้หญิงได้ตามที่ต้องการ
ก็จะยอมแต่งงาน จึงได้กำหนดสเปคมาห้าประการ
กุว่านะ ... ที่จริงแม่งก็คงคิดแหละว่า หาไม่ได้หรอกในโลกนี้
แต่ดันมีหญิงงามครบตามห้าประการที่กำหนดไว้ซะด้วยสิ
ก็เลยต้องได้แต่งงานกัน
อันว่า ... ความงามห้าประการ ที่กุก็แอบหมั่นไส้ มีดังนี้

ข้อหนึ่ง หญิงที่มีผมงามถึงสะเอว และปลายผมงอนขึ้น

ข้อสอง หญิงที่มีริมฝีปากแดงดุจผลตำลึงสุก และเรียบชิดสนิทกันดี

ข้อสาม หญิงที่มีฟันขาวประดุจสังข์ และเรียบเสมอกัน

ข้อสี่ หญิงที่มีผิวงามละเอียด ถ้าดำก็ดำดังดอกบัวเขียว
ถ้าขาว ก็ขาวดังดอกกรรณิการ์

ข้อห้า หญิงที่แม้จะคลอดบุตรถึง สิบ ครั้ง ก็ยังคงสภาพร่างกายสาวสวย
ดุจคลอดครั้งเดียว


โอเว่อร์ !

กุก็กลัวบาปเหมือนกัน แต่คงจะไม่ถึงขนาดนั้น
เพราะของอย่างงี้ อ่านแล้วไม่คิดตาม อาจจะกลายเป็นความโง่เขลาได้
นี่มันสเปคของคน ๆ เดียว แล้วจะมาอ้างได้ไงวะ
ว่านี่คือหลักของหญิงงาม
แล้วทำไม ? หญิงที่งามไม่ครบตามกล่าวอ้างเนี่ย
แล้วแม่งจิตใจดี ๆ ไม่มีเหรอ ?
ถ้าลองมาเป็นยุคนี้ กุคิดว่า ... แม่งศัลยกรรมพิมพ์เดียวกันหมดก็ได้แระ
ไม่ต้องเอาแค่ห้าหรอก กุว่าได้เป็นร้อย ๆ ข้อ กันเลยทีเดียว

ที่กุมาเขียน ณ ตอนนี้ กุไม่ได้คิดว่ากุถากถางพุทธศาสนา หรืออย่างไร
แค่กุอยากให้คนที่อ่านได้คิดบ้าง คนที่ได้เรียน ก็คิดกันบ้าง
สักแต่จะเชื่อ ๆๆๆๆ กุรำคาญ !
คนเราแม่ง ค่านิยมผิด ๆ มาหลายร้อยชาติปีแล้ว
ถึงเวลาที่จะต้องใช้ความคิดของเราเองแระ
เวลามีคนมาพูดเหี้ยไร แม่งก็โหยยย เชื่อซะ
" ตายแล้ว ช่างเป็นหญิงที่ควรแก่การบูชา "
" อุ๊ย ดีจังเลยค่ะ อยากเป็นอย่างนางวิสาขาบ้างค่ะ "
" ผมอยากเจอผู้หญิงแบบนี้จังครับ ผมจะรักเธอมาก ๆ
ไม่ชอบเลยผู้หญิงกร้านโลกเหมือนทุกวันนี้ "
ฯลฯ


ทำไมไม่คิดบ้างวะว่า นี่คือคนที่โดนพ่อแม่บังคับให้แต่งงาน
แล้วก็พูดเพื่อที่ว่า ... จะได้ไม่ต้องแต่ง เผื่อว่าหาไม่ได้ในโลกนี้
แม่งอึดอัดตายห่า ถ้ากุจะต้องใช้ชีวิตแบบ หญิงงามทั้งห้าประการแบบนั้น
ชีวิตลูกผู้หญิงมีเท่านี้เหรอวะ ? ไอ้ที่เรียกกันว่าคุณค่าน่ะ
ชีวิตวัยเด็ก ซุกซนมากไม่ได้ ไม่เป็นกุลสตรี
วัยรุ่น ร่าเริง แรด ร่าน ไม่ได้ ไม่งาม
ส่งตาหวานให้ผู้ชายไม่ได้ อ่อยไม่ได้ อยากมีผัวตัวสั่นไม่ได้ ฯลฯ
เลยวัยรุ่น ขึ้นมา ก็ต้องคอยมองหาผู้ชาย
รอว่าเมื่อไหร่จะมีคนมาสนใจ มาจีบ
( ทั้ง ๆ ที่ รักใครชอบใครก่อน ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องผิดนี่หว่า )
มาให้ความรัก เพื่อจะได้แต่งงาน
ชั้นจะรักคนเดียว รักคนเดียว
( ในชีวิตจริง อย่าง เรา ๆ มันหาได้ทุกคนมะ )
พอแต่งงาน มีลูก หุ่นไม่เฟิร์ม แดกเยอะ เพราะต้องเผื่อให้ลูก
พอคลอด แดกน้อยไม่ได้ ต้องให้น้ำนมลูก
ส่วนผัวที่บอกว่ารักกันนักหนา
เทียวไล้เทียวขื่อ ตอนยังจีบกันใหม่ ๆ
ก็ไปสำเริง สำราญ กับกระหรี่บ้าง เมียน้อยบ้าง หรือนางบำเรอ
หรืออาจจะเป็นเมียใหม่ ได้อีก
ในทางกลับกัน ผู้หญิงแต่งงานแล้ว มีแฟน มีกิ๊ก มีผัวใหม่
หาว่า ขี้เงี่ยน ดอกทอง ไม่รู้จักพอ วันทอง กากี ส้นตีนอะไรไม่รู้
กุว่า ต่อให้กี่ข้อของกัลยณี ก็ต้องจบแบบเจ็บปวด รวดร้าว
... เหมือนกันหมด ...
ไอ่คู่รักที่แม่งรักกันจริงจังน่ะ กุไม่เชื่อหรอกว่าไม่เคยทะเลาะกัน
ไม่เคยเจ็บปวด ไม่เคยต้องเลิกรา
ไม่เคยต้องอดทน ไม่เคยต้องอดกลั้น หรือร้องไห้ เสียน้ำตา
ความรักแบบที่ ญ ช รักกันปานจะกลืนกินตลอดชีวิต
จนกว่าจะตายห่ากันไปข้างนึง มันไม่มีจริง !
นอกจากเราจะเขียนในนิยาย หรือกำหนดเองในห้วงจินตนาการ
แต่มนุษย์เรา กำหนดไม่ได้กับเรื่องชีวิต
เรื่องความรัก เรื่องต่าง ๆ นานา
แม้จะทำดีแค่ไหน แม้จะสวยแค่ไหน
แม้จะร่ำรวย หรือเป็นอะไรที่คนอื่นอิจฉา
สุดท้าย ทุกอย่างก็พังทลายได้ ในเมื่อคนอีกคนไม่คลิกกับเรา

เห็นมะ !!!

สุดท้าย พวกกุ ที่เป็นผู้หญิงก็โหยหาความรัก ความเอาใจใส่วันยังค่ำ
กุก็ไม่รู้ว่าแต่งตัวสวยไปทำไม ถ้าหากว่า ไม่ต้องการความรักจากผู้ชาย
ไม่ต้องการความแข็งแกร่งจากอ้อมแขน ความอบอุ่นที่อ่อนโยนจากอีกฝ่าย
ผู้ชายสามารถที่จะจีบ แล้ว ฟัน ฟันแล้วก็ทิ้ง หาความสำราญ จากเกม
ฟุตบอล กีฬา การท่องเที่ยว กินเหล้า เพื่อน ฯลฯ
แล้วพวกกุมีเหี้ยอะไร ? สวย เริด เชิด หยิ่ง เพื่อ ???
ถ้าคนเรามีการให้เกียรติในแต่ละเพศ และทำหน้าที่ของเพศตนเอง
ให้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของสัญชาตญาณก็ตาม
แต่นั่น ก็ควรใช้สมอง ในการบังคับ หรือคอนโทรลการกระทำกันบ้าง
เพราะนี่คือคน หรือมนุษย์
ก็ไหนว่า คนเราต่างจากสัตว์ก็ตรงที่เรามีความคิดมากกว่า
แต่กุก็ไม่ยักกะเห็นว่าใครมีความคิดในด้านนี้เท่าไหร่
ยิ่งสังคมกว้างมากขึ้น กุกลับได้มองเห็นเรื่องเหี้ย ๆ ตลอดเวลา
บังเอิญ กุก็เคยเปิดเจอสารคดีเหมือนกัน
สัตว์ตัวผู้มักจะเป็นฝ่ายเข้าหาสัตว์ตัวเมีย
นั่นคือเรื่องธรรมชาติ และมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน
ถ้าทำตามสันดานดิบในตัวเอง
มันก็เป็นอย่างนั้น ธรรมชาติกำหนดมาอย่างนั้น

กุไม่เถียง

แต่พอพูดอย่างงี้เหอะ ก็ต้องมีผู้หวังดี อันไม่ยอมรับธรรมชาติ
เถียงกุทุกครั้งไปว่า

" ไม่จริง ! ผู้ชายดี ๆ มีอีกตั้งเยอะ "
" ผู้ชายมีความคิดก็มีนะ "

เวิ่นเว้อ ! ยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าข้างความเป็นเพศตัวเองมากขึ้น
กุเข้าใจ เรื่องธรรมชาติ แต่ถ้ามีความคิดจริง มันคงสงบสุขกันมากกว่านี้
ผู้หญิงเรา ก็ฝันซะเหลือเกินว่าอยากเป็นพรหมจรรย์ตามหลักหญิงไทย
หญิงงาม หญิงที่เป็นกุลสตรี
มึงฝัน !

อย่าได้คิดฝันแบบนี้อีก เพราะอย่างที่กุบอกไว้ข้างต้นนั้น
กุคิดว่า ต่อให้เก็บไว้ตอนแต่งงานยังไง
ก็โดนทิ้งอยู่ดี ไอ่ความสำคัญที่ผู้ชายให้น่ะ มันตอนแรกค่า
อยู่ ๆ กันไป ถ้าสันดานดิบออกมา มันก็ต้องไขว่คว้าหาอีกไม่รู้จบ
สิ่งที่จะกำหนดความรู้สึกได้ คือ สมอง ย้ำ สมอง !
เมื่อเราขาดเค้าไปแล้ว เราก็เคว้งคว้าง
อยู่อย่างเดียวดาย เลี้ยงลูกไปวัน ๆ หนังเหี่ยวยาน เป็นอีแก่
โดนดูถูก โดนหัวเราะเยาะ ต่อให้เป็นนางเอก แล้วมีความสุขเหรอ ?
เค้าเหยียบย่ำเรา ยังยิ้มได้อีกเหรอ ?
กุนี่ก็แม่งคำถามเยอะนะ วันนี้กุดีใจที่คิดแบบนี้
และกุก็ไม่รู้ด้วยว่า อนาคต อะไรจะเกิดขึ้นกับกุบ้าง
แต่เมื่อกุกลับมาอ่านอีกครั้ง กุก็จะได้รู้ว่า
ชีวิตที่ใกล้วัย 26 ขวบ ในอีกไม่กี่วันนี้
ณ วันนี้ ณ เวลานี้ ณ ตอนนี้

กุได้อะไรเยอะแยะ กับเรื่องความคิด เรื่องค่านิยม
ซึ่งเราอาจจะถูกหรือผิด ก็ไม่มีทางรู้ได้ ที่แน่ ๆ เราได้ให้เกียรติ
ความเป็นตัวเองของเรามากน้อยแค่ไหน ก็เท่านั้น
ถึงแม้เรื่องที่กุคิด ซักวันหนึ่ง คนจะมองว่า เป็นเรื่องไม่ดี เรื่องเลว
แต่กุภูมิใจ เพราะอย่างน้อย ครั้งหนึ่งกุเคยเชื่อตามที่คนอื่นคิด
แต่คราวนี้กุได้วิเคราะห์ และสังเคราะห์ด้วยตนเองได้
นี่ก็เพียงพอแล้ว สำหรับกุ แถมคิดได้ก่อนจะได้ไปนอนในโลงศพ
พนมมือกุมดอกบัวเหี่ยว ๆ ร่างกายแข็งทื่อ แล้วโดนแผดเผาโดยเปลวไฟ
เป็นควันสีดำเจือเทา ลอยขึ้นอากาศไป
อ้อ กุนึกออกอีกเรื่อง ของนางวิสาขา
ตอนฝนตก มีนางวิสาขาคนเดียวที่ไม่ยอมวิ่งหลบฝน
พอโดนตั้งปุจฉา นางจึงตอบว่า
" การวิ่งหลบฝน มันถือว่าไม่งาม เพราะเป็นสตรี "

แล้วเป็นเหี้ยไร ทีกุเดินตากฝนตอนเด็ก ๆ กุถึงได้โดนตี วะ
นี่คือ พ่อแม่ พี่น้องกุห่วงใย กลัวกุเป็นหวัดสินะ
แล้วนางวิสาขา ทำไมตอบแบบนี้อะ ?
ไม่กลัวพ่อแม่ตบกะโหลกเอาเหรอ ?
หรืออากาศเมื่อก่อน มันไม่มีมลพิษ ทำให้ตากฝนก็ไม่จำเป็นต้องกลัวหวัด
กุชอบฝนตกนะ แล้วก็อยากเล่นน้ำฝนใจจะขาด
แต่ก็กลัวพ่อแม่พี่น้องทั้งปวง เป็นห่วงนั่นแหละ
อีกอย่าง เป็นหวัดเป็นไข้ขึ้นมาก็ต้องเป็นภาระให้คนอื่นอีก

คิดแบบกุเนี่ย มันผิดมะ ?

เผลอ ๆ เสร่อไปเล่นน้ำฝนผิดที่ผิดทาง ฟ้าผ่าขึ้นมา
กุก็ดับอนาถได้อีก คนข้างหลัง เสียใจ ร้องไห้ เจ็บปวดเพราะกุตาย
เออ ถามอีกครั้ง ถามใครไม่ได้ ก็ถามตัวเองนี่แหละว่า

คิดแบบกุเนี่ย มันผิดมะ ?

ผู้หญิงที่กุศรัทธา ไม่ใช่แบบกัลยาณี แบบนางวิสาขา
แต่สำหรับกุคือ

หญิงที่ไม่ต้องยอมสยบแทบเท้าบุรุษ
มีความคิด ความอ่านเป็นของตนเอง
กล้าคิด กล้าลอง กล้าทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นผลดี มีประโยชน์
ถึงแม้จะผ่านการมีลูก แล้วอ้วนตุ๊ต๊ะยังไง
ก็คิดถึงลูกไว้ก่อน กลัวลูกจะไม่มีน้ำนมแดก
ยังไงก็ขออ้วนไว้ ไม่ลดน้ำหนักตามค่านิยม
นี่สิ ... ความเป็นแม่ ความอดทนของแม่
เพศแม่ เพศหญิง ที่กุให้ความเคารพ

อย่าไปสน หากใครจะมองว่าเป็นหญิงกร้านโลก
เพราะมันก็ต้องกร้านโลกทุกคน
ไม่เช่นนั้น จะยืนหยัดบนโลกนี้ได้เหรอวะ ?
โดนเหี้ยไรหน่อยเดียว แม่งไม่ฆ่าตัวตายไปเลยเรอะงาย ?

จงดำเนินชีวิตโดยสัญชาตญาณของตนเองบ้าง
ไม่ใช่แต่จะรอให้เพศผู้ มันจวกแล้วจวกอีก
ทำห่าไรก็ต้องให้คนอื่นมาตัดสินใจ
เพราะสุดท้าย ถ้าเราคิดว่าตัวเรามีคุณค่า
มีความงามหลายร้อยประการในตนเอง
เมื่อนั้น ต่อให้กี่หมื่นล้านคนหาว่าเราไม่มีความเป็นกุลสตรี
หรือเบญจกัลยาณี ก็ตาม เราก็จะมีความสุข
ในแบบสตรี ที่เราเป็น เข้าใจคน เข้าใจธรรมชาติ
เข้าใจบทบาทหน้าที่ตัวเอง พอแล้ว จบแล้ว
แล้วก็ไม่ต้องมาคุยกับกุเลย เรื่องกัลยาณี
ที่เชื่อต่อ ๆ กันมาว่าควรเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้
กุเป็นกุ สตรีเยี่ยงกุ ประพฤติตนด้วยประสบการณ์
ตั้งแต่เด็กจนโต ความคิดความอ่านมีเปลี่ยนแปลง
การกระทำก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน ต้องปรับ ต้องเปลี่ยน
เพื่อให้ดำเนินชีวิตอยู่ได้
ขอภาวนาให้ผู้หญิงเรา ดำเนินชีวิตตามที่ตนเองใฝ่ฝัน
และได้เป็นตัวของตัวเอง หากต้องยืนอยู่ลำพัง
กุก็ขอให้ยืนอยู่ได้ด้วยกำลังใจ ที่มีจากตนเอง
ไม่ต้องรับอานิสงส์จากใคร เพราะนั่น คือการทำให้ตนเองมีทุกข์
จากการรอคอยใครต่อใครมาแบ่งปัน
หากการเป็นกัลยาณีมันทุเรศเกินรับได้
ก็ให้เป็นกัลยาณมิตรกับทุกคน ก็เกินพอ

ภาษาเหนือวันละคำวันนี้ คำว่า แก้จุ้น อ่านว่า แก้ - จุ้น แปลว่า แก้ผ้า , เปลือยกาย
แต่งประโยค อี่น้องคนนี้มันหยังมาบ่อายผีอายสาง มาแก้จุ้นเล่นน่ำฝนอยู่ได้
แปลอีกทีว่ะ นังนู๋นี่มันทำไมไม่อายผีอายสางนะ มาแก้ผ้าเล่นน้ำฝนอยู่ได้

บ๊าย...บาย

นู๋บลิว เซเลอร์มน ก๋ากั่น

ป.ล กุชอบผู้ชาย กรี๊ดผู้ชาย

แต่สุดทนกับพฤติกรรมของผู้หญิงที่ดูถูกคุณค่าของตนเอง

และพฤติกรรมของผู้ชายบางคน

เหลือแดกจริง ๆ พ่อคุณ !

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552

เมษาทมิฬ

ร้อนว่ะ !

ใคร ๆ แม่งเค้าก็พูดกันเป็นวลีฮิต
รวมทั้งตัวกุด้วย บางครั้งมันก็ไม่ใช่วลี แต่บ่นร่ายยาวเป็นประโยคไปเลย
สาแก่ใจกุยิ่งนัก เสือกร้อนทำไมล่ะ
กุสงสารคนที่กุบ่นให้แม่งฟังอะ
มันคงเบื่อ แล้วก็หงุดหงิด ที่กุพล่ามอยู่ได้ว่า ร้อน ร้อน ร้อน
เอาน่า ช่างแม่งเหอะ ขี้เกียจแคร์ชาวบ้าน ฮ่า ๆ
( เห็นแก่ตัวได้อีก )

เพิ่งเห็นว่า คราวที่แล้วอัพบล็อกเกี่ยวกับเรื่องอากาศหนาว ทำให้เราเป็นไข้
มาคราวนี้ อัพบล็อกกันข้ามชาติทีเดียว จู่ ๆ ก็โผล่มาหน้าร้อนเลย
ดีมาก ๆ ขยันที่สุด สวยด้วย ขยันด้วย นิสัยก็ดี พูดก็เพราะ
( อี่นี่มันใคร ? ไม่ใช่กุนี่ )

ช่วงสงกรานต์ไม่ได้เล่นไหนเยย ออกทริป นั่งบนรถ ตระเวนหาญาติ
เพราะไม่แน่ใจว่า ตัวกุมีญาติหรือไม่ ในอนาคตถ้าตายไป
เกรงจะเป็นศพไร้ญาติ
ก็ต้องรีบไปรดน้ำดำหัวญาติสนิท มิตรสหาย ที่เคารพ
วันนึงไปอีกจังหวัดนึง อีกวันมาอีกจังหวัดนึง อีกวัน ฯลฯ
กุเริ่มเห็นเค้าอาชีพของกุแล้วว่า ไหน ๆ ก็ไหน ๆ
แม่งไปสมัครเป็นเด็กเดินรถดีกว่า ได้อ่อยผู้โดยสารผู้ชายด้วย
แผล่บ ๆ

แต่ด้วยความที่เกลียดการเดินทาง เลยคิดใหม่ ไม่เอาแระ น่าเบื่อ
เผื่ออี่ผู้โดยสารเหี้ย ลามก หัวล้าน หน้าตาแย่ มาฉอเลาะ จะพาลอ้วกเอา
( มึงสวยตายล่ะ อี่บลิว ! ใครบางคนตะโกนเข้ามาในจิตใต้สำนึก )
ว่าจะเล่นน้ำ ๆ ก็ไม่ได้เล่น ทำเป็นกระแดะ กลัวดำ ไว้ตอนเย็นค่อยเล่น
พอตกเย็น กุก็หลับขึ้นอืดอยู่ภายในห้อง อนาถที่สุด สังเวชสุดทน
แต่ทำไงได้ ถ้าคนอย่างกุรับผิดชอบความคิด
และคำพูดตัวเอง มันก็คงไม่ใช่อี่บลิว แน่ ๆ
วะฮะ ๆ

อนิจจัง มี เกิด ก็ต้องมีดับ หนาวออก ร้อนแทรก ฝน ไม่มี
กุข้องใจมานานแระ อยู่บางกอก ฝนตกนครปฐม ไปนครปฐม ฝนตกบางกอก
กลับพิดโลก ฝนตกบางกอก มาเชียงใหม่ ฝนตกพิดโลก และแพร่
ไปแพร่ ฝนตกเชียงใหม่

พ่อมึง !
จะตกไล่เสนียดกุเหรอ ? กุมันไม่ดีตรงไหน ?
กุไปหลอกด่าใครที่ไหน ? เวลาจะด่ากุก็ด่าตรง ๆ นี่ เท่าที่จำได้
แล้วเหตุใด ต้องไล่เสนียดกันโจ่งแจ้ง ให้กุรู้ตัวซะขนาดนี้วะ

ร้อนว่ะ !

อีกแระ วลีเดิม ๆ เวลากุบ่นว่าร้อนทีไร
บางคนแม่งหวังดี แต่เสือกไม่รู้เหี้ยอะไรเลย ก่อนพูดไม่ได้ปรึกษาสมองก่อน
ชอบบอกกับกุด้วยความห่วงใย

" ร้อนก็ไปอาบน้ำสิ อาบอีกรอบ จะได้หายร้อน "

ขอบใจค่ะสัด แล้วมึงรู้มั้ยว่า น้ำหอพักกุเนี่ย ร้อนจะตายห่าอยู่แล้ว
หลังบ้านกุไม่ได้มีหิมะตกนะ แดดเปรี้ยง ๆ สาดแสงส่อง
กระทบกับวัตถุ ซึ่งแม้แต่น้ำที่เก็บอยู่ในแทงก์
ก็กลายเป็นทะเลเดือด ปุด ๆ
เวลาอาบน้ำ กุเหมือนตกนรกยังไงไม่ทราบ หายใจมะค่อยออก
อุณหภูมิสูงปรี๊ดดดดดดดดดด อาบที วิ่งมาเปิดพัดลมที
อี่พัดลมนี่ก็นะ พัดแต่ลมร้อนเข้ามา สู้กุไม่เปิดซะยังจะดีกว่า
มึงมาอาบน้ำหอพักกุมั้ยล่ะอีห่า
จะได้เข้าใจว่าทำไมกุยังเสือกทำตัวโง่ไม่ไปอาบน้ำหลาย ๆ ครั้งน่ะ
บางคน ( อีกแระ ) แม่งหวังดี ( อีกแระ )
มันกล่าวไว้กับกุว่า

" อ้าวววว อยู่ภาคเหนือ ยังร้อนอีกเหรอ ? คิดว่าจะอากาศดีแล้วนะ "
เอ่อ ขออภัยในบางลีลา ถ้ากุจะบอกมึงว่า
ภาคเหนือไม่ใช่ประเทศไทยเหรอ ?
แล้วภาคเหนือ มีดีที่อากาศดีตรงไหน ?
มันไม่ใช่สมัยก่อนกรุงแตกนะคะ
จะได้ไม่ร้อน อากาศชนบท เหมือนก่อนนู้น
เชียงใหม่แม่งก็บางกอกดี ๆ นี่เองแหละคร่า
รู้จักมะ มันเป็นเมืองแอ่งกะทะ ลมพัด ก็ติดเขา
ลมจากที่อื่นพัดมา ก็พัดผ่านไป ไม่เข้าแอ่งกะทะซักที

เฮ้อ !!! กุอยากให้ฝนตก ทีหน้าหนาว แม่งหนาว ทีหน้าร้อน ก็แม่งร้อน
ทีหน้าฝนของกุล่ะก็ ตกบ้าง ไม่ตกบ้าง อี่ห่า ไม่ยุติธรรม
เออ ไม่น่าพูดเรื่องความยุติธรรม กับโลกใบนี้เลย ถามหาทำไมวะ มันไม่ได้มีอยู่จริง
เฮ้อ !!! นี่ถอนหายใจไปกี่ล้านรอบแระวะ ?
กุอยากขึ้นดอย แต่ก็เข้าใจว่า ยิ่งสูง ก็ยิ่งร้อน ไม่ใช่ยิ่งสูง ยิ่งหนาว
เพราะก็ใกล้ดวงอาทิตย์เกินไป
กุก็อยากรู้นะว่า อี่ดวงอาทิตย์ แม่งอยู่ได้ไงวะ ตัวเองร้อนจะตายห่า
มึงเก่งอะไรขนาดนี้เนี่ย ดวงโต ๆ มี ไฟพรึ่บพรั่บ ๆ
แต่เสือกอยู่ได้อะ เก่งมั้ยล่ะ นี่ขนาดอยู่ไกลนะ
ถ้าอยู่ใกล้ ๆ นึกสภาพร้อนตาย ไม่ออกเลย
กุว่านะ ร้อนอย่างงี้ ถ้ากุร้อนตาย แม่งเสียศักดิ์ศรีตัวกุชิบหายเลยอะ
ยังไม่ได้ทำไรที่อยากทำเลย สู้ไปสมัครเป็นทหารชายแดนดีกว่า
ตายอย่างสมศักดิ์ศรีกว่ามาก
เมืองไทย เป็นเมืองร้อน อ๋อ ค่ะ กุทราบ
แต่ด้วยเหตุอันใดก็ตาม กุขอบอกไว้เลยว่า
กุไม่สามารถทำใจให้ชินได้ กี่ปี กี่ปี ก็บอกว่า ปีนี้จะร้อนที่สุด ปีต่อไปก็ ปีนี้ร้อนกว่าที่ผ่านมา
กุก็เห็นแม่งร้อนทุกปีอะ ร้อนเกือบทุกวันด้วยกระมัง
กุกับแม่ได้คุยกันนิดหน่อย
ถ้าใครคนใดคนนึงบ่นว่าร้อนขึ้นมา
จะต้องมีอีกคนคอยบอกว่า ให้ดูกรรมกร หรือคนงานก่อสร้างสิ
เป็นอันรู้กันทันทีว่า
อีกคนนึงต้องการสื่ออะไร
เพราะกุและแม่ได้เห็นพวกคนก่อสร้าง ร้อนตับแล่บ
พักก็ไม่ได้พัก หิวก็ไม่ได้ไปกิน ตามที่ใจอยาก
เห็นฉะนี้แล้ว ได้แต่คิดว่า ยังน้อยไป
อี่โลกใบนี้ มึงยังแกล้งกุน้อยไป
แต่ก็หารู้ไม่ว่า เค้าอาจจะอยากอาบแดดก็เป็นได้
ใครจะไปรู้ มัวแต่คิดแค่ว่า เค้าด้อยกว่าเรา เราดีกว่าเค้าขนาดไหนได้พัก
เราก็ไม่สามารถจะไปล่วงรู้ได้เลยว่า เค้าคิดอะไรอยู่
กุก็เลยบอกแม่ไปเช่นนี้แหละว่า
เค้าอาจจะมีความสุขกับสิ่งที่เค้าทำ
แล้วมองพวกเราแบบเหยียด ๆ ด้วยซ้ำ
อี่พวกนี้ ทำงานหาเงิน เสร็จแล้วก็ป่วยเข้าโรงบาล
เงินที่หาได้ ก็มะค่อยได้ใช้ เอาไปโรงบาลหมด
กร๊ากกกกกกกกกกกก
เห็นมะ เค้าอาจจะคิดอย่างนี้ก็ได้
งั้นก็ช่างแม่งพวกเค้าเหอะ เอาเป็นว่า กุร้อน กุหงิดหงิด พอ

ยิ่งพิมพ์ ก็ยิ่งร้อน ถ้าฝนตกนะ กุจาลั้ลลา อารมณ์ดี
อัพบล็อกคงได้เยอะ ๆ ( ตอแหล ! )

มีตั้งหลายอย่าง ที่อยากขีด ๆ เขียน ๆ
เวลาก็มีตั้งเยอะแยะ แต่ความขี้เกียจมันมาบัง
ช่างเหอะ บล็อกกุนี่ อยากทำไรกุก็จาทำ
ใครมีปัญหากุกรวดน้ำแช่ง วะฮะ ๆ
กุนี่น่ารักเนอะ เอิ้ก ๆๆๆๆๆ

ภาษาเหนือวันละคำวันนี้ คำว่า กั้ด อ่านว่า กั้ด แปลว่า อาการอิ่มจนแน่น , อึดอัด
แต่งประโยค กิ๋นข้าวลำแต้ ๆ กิ๋นจ๋นกั้ดไปเลยเจ้า
แปลอีกทีว่ะ กินข้าวอร่อยสุด ๆ กินจนอิ่มปลิ้น ไปเรยคร่า

บ๊าย...บาย
นู๋บลิว เซเลอร์มูน ก๋ากั่น
ป.ล กุจาเอาฝนตก จาเอาฝนตก จาเอาฝนตก
( ไม่เอาเสื้อแดง ไม่เอาทักษิณ ฮ่า ๆ )





วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2551

จับเธอ ฉีดยา !

แค่ก ๆ ช่วงนี้กุไม่สบาย เป็นเพราะอากาศเปลี่ยนบ่อย
ถึงแม้หนังกุจะหนา หน้ากุจะด้านเพียงใด
กุก็ขอเหอะอากาศเปลี่ยนงี้หลาย ๆ ครั้ง
ต่อให้หนังหนาปานหนังแรดแค่ไหน กุก็ไม่สู้หรอก
เย็ดแม่ !
แต่เพื่อนบางคนก็แซวกุจนได้ว่า " แหม มึงไม่สบายกายหรือใจล่ะ "
ไม่มีเหี้ยไรจะถามกุแล้วใช่มั้ย ? มาแซวกุเรื่องนี้ มาฆ่ากุให้ตายห่าไปเลยดีกว่าค่ะ
เจ็บจี๊ด ดั่งทศกัณฑ์โดนทิ่มหัวใจที่แปลงเป็นแมลงภู่ ณ เขาพระสุเมรุ
และตลอดหน้าหนาว กุก็เป็นไข้ป่วงห่านี่ ตั้งกะต้นฤดูกันเลยทีเดียว
อันตัวกุก็มิได้บอบบางเหมือนน้องปอย ตรีชฎา แต่อย่างใด
( กะเทยแม่งยังบอบบางกว่ากุง่ะ กรี๊ดดดด )
เมื่ออากาศหนาวกัดกร่อนร่างกายกุให้แย่แล้ว
กุจึงตัดสินใจก่อนจะสิ้นลมหายใจ
โดยที่ยังมะได้ทำประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง และผองชนร่วมโลก
( จะลิเกไปไหนล่ะสัด )
ดังนั้น กุแม่งตัดสินใจ พาร่างกันถึก ดั่งควายโกรธ ไปหาหมอ
ไปนั่งรอหมา เอ๊ย ! หมอ ซัก ครึ่งชั่วโมง
นี่ถ้ากุโคม่า กุตายห่าไปตั้งกะวินาทีแรกแระ
ปกติที่คลินิคนี้จะต้องรอหมอ ก็ทั้ง ๆ ที่กุก็รู้ แต่ก็ยังเสือกมา
ดังนั้น หมอไม่ผิด ไม่มีใครผิดเล้ย มองมาที่กุ๊ กุเอ๊ง
กุผิดเอ๊ง ยอมรับอย่างหน้าตาเฉย ( และแอบแสยะยิ้มแรด ๆ นิดนึง )
กุขี้เกียจไปโรงพยาบาล ต้องรอนาน นั่งจนเหน็บแดกตุด
หมอก็คงยังไม่เรียกกุเป็นแน่
จำได้ว่าคลินิคนี้กุเคยมาเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว โดนฉีดยาไป 3 เข็ม
หาเงินมาได้เท่าไหร่ เอาไปเป็นค่ายาหมด
คุ้มจริง ๆ ควยเอ๊ย
และก็อย่างที่บอก คือรู้ทั้งรู้อยู่แล้วเต็มอก น้อย ๆ ไม่ค่อยมีนม
ว่า ... มันต้องรอนาน แต่มันรู้สึกดีว่ะ ที่กุได้มีโอกาสมาสัมผัสคลินิค
ไม่ต้องนั่งมองหน้าคนไข้ด้วยกันในโรงพยาบาล
ถ้าเป็นปลากัด แม่งท้องกันเต็มโรงพยาบาลแน่ ๆ
ใครร้องโอดร้องโอย กุก็สยิว แม่งจะมาตายต่อหน้ากุมั้ยเนี่ย
ลุ้นแล้วลุ้นอีก
ฉะนั้น การมาคลินิค ถึงแม้จะนั่งรอหมอ แต่กุสบายใจกว่ามาก
ไม่ต้องมองหน้าแล้วท้อง หรือกลัวคนตายผ่านหน้า หรืออะไร
แค่ได้มองหน้าน้องที่ทำบัตรให้ก็พอแระ กุไม่มีปัญหา
( หรือใครจะมีปัญหากับกุ ? )
บรรยากาศตึงเครียด เพราะคลินิคเปิดข่าวการเมือง
กุก็เริ่มหงุดหงิด แม่ง ป่วยก็ป่วย เสือกมาเจอเรื่องการเมืองตอแหลอีก
ยิ่งรู้สึกว่า ความตอแหลในตัวกุจะโดนนักการเมืองแย่งไปหลายต่อหลายครั้ง
ใจกุ สั่นระริก ๆ เยี่ยงสาวแรกรุ่นโดนผู้ชายจีบ
กลัวว่าความตอแหลที่กุได้ดูในทีวี
จะทำลายต่อมตอแหลภายในตัวกุให้แตกซ่าน
รอคุณหมอ ก็ยังไม่มา กุก็เริ่มเบื่อกับทีวี ( ก็แม่งตอแหล อะ )
มองหน้าน้องคนนั้น สลับกับการมองน้ำไหลนอกกระจกหน้าคลินิค
ใจก็ปั่นป่วน แต่ก็ไม่ได้หน้าหงิกเหมือนปวดขี้ ขี้ไม่ออก ป่วย
ทำไงดี
หันรีหันขวาง หมอทำไมช้าจังวะ
คิดในใจแล้วว่า ถ้ากุตายนะ กุจามาหลอกหมอ ฝันไปเหอะว่ากุจะเอาเลขมาให้
กุจาบอกเลขผิด ๆ ให้โดนแดกแม่งเยย งิงิ ซาหนุกจางเรย
เมื่อน้องคนนั้นเห็นกุป่วง ๆ น้องจึงนำเครื่องมือวัดความดวยหัวคัน
เอ๊ย ! เครื่องมือวัดความดัน มาวัดให้ อุ๊ย กุปกติง่ะ
แต่แอบมีไข้ อ๊ะ ไม่ได้แอบนี่ กุเป็นไข้จริง ๆ
( ทำเป็นใช้คำว่าแอบ จะได้ดูว่ากุแอ๊บแบ๊ว เป็นวัยรุ่น )
เค้าเริดมาก ส่วนใหญ่เห็นเป็นปรอทให้อมใต้ลิ้น
แต่คลินิคนี้เป็นแถบเหี้ยไรวะ คล้าย ๆ แม่มึง เอ๊ย แม่เหล็กง่ะ
กุก็ไม่รู้จัก เพราะยังไม่เคยมีผัวเป็นหมอ
ไว้มีผัวเป็นหมอกุค่อยมาเขียนเฉลยแล้วกันว่ามันคืออะไร
พอเอาอีแถบนี่ออก ก็เสือกรู้เลยว่า " พี่มีไข้นะคะ "
อีน้อง หรืออีพี่คนนี้แม่งรู้ได้ไงว่า
น้ำหน้าอย่างกุ จะเป็นพี่เมิง เอ๊ะอินี่ ตบกับกุมั้ย
น่าจะเรียกกุว่าน้องสิ น้องน่ะ กุหน้าแก่กว่ามึงยังไง
ก็ควรเรียกกุว่าน้อง !!!
อินี่ไม่มีหัวในเรื่องการตลาดเลย คนโดนเรียกพี่จิตใจก็ยิ่งป่วงไปใหญ่
ไม่มีสมอง !
( กุว่าตัวกุนี่แหละ งี่เง่าไร้สมองกว่าเค้า ฮ่าๆ )
พอคุณหมอมา กุก็เข้าไปตรวจ
คุณหมอให้กุอ้าขา อ๊ะ มะช่าย !
อ้าปาก เพราะกุบอกว่า
" เจ็บคอค่ะ "
พออ้าปาก ยังไม่ทันได้อ้ากว้าง ๆ เลย
แม่งหยั่งรู้ได้ไงวะว่าคอกุอักเสบ หมอเก่งว่ะ
อ้าปากนิดเดียว รู้ไปถึงไส้ติ่งกุเยย
แล้วก็บอกกุว่า
" นอนตะแคงค่ะ "
แว้กกกกกกกกกกกกกกก
กุจะโดนฉีดยาเหรอ กุเป็นอันงุงงงอย่างแรง
ไม่ได้กลัวฉีดยานะ แต่กุมาหาหมอคลินิคนี้ทีไร
กุต้องเป็นโดนฉีดยาทุกที
ใจกุน่ะอยากฉีดให้มันหาย ๆ แต่พี่ที่ออฟฟิศดันเตือนกุมาก่อนว่า
" การฉีดยาไม่ใช่เรื่องดีนะบลิว มันเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ไม่ค่อยมีใครฉีดหรอก "
อ่าว เวรแล้ว หมอเค้าเห็นกุเป็นอมตะหรือเยี่ยงไร ?
จึงมิได้เกรงกลัวว่ากุจะตายหรือกลายเป็นอีผีบ้าอะไรเลย
เอ่อ ... คุณหมอคะ เวลาที่คุณหมอจิ้มเข็มมาน่ะค่ะ
กรุณาเอาตามามองกุด้วย
ชิบหาย
คิดจะทิ่มแม่งก็ทิ่ม นี่เนื้อกุนะ ฉีดยาดี ๆ แม่งฉีดเป็นมั้ย ?
คือหัดเอาลูกกะตา เหลือบมามองกุซักนิดก็ยังดีค่ะ
อย่าได้เหลือบตาไปมองซองยา แล้วใช้แขนข้างขวาจิ้มเข็มลงมา
กุเจ็บ !!!
จากนั้น คุณหมอก็บอกกุว่า
" นู๋ควรแดกยาด้วยนะคะ ไว้มาในวันที่หมอนัดนู๋อีก 3 วันค่ะ มาตรวจซ้ำอีกที "
พอกันทีค่ะคุณหมอ แค่ครั้งนี้ ค่ายากุก็บานเบอะแล้ว
ให้กุมาอีก 3 วัน กุยอมนอนซม หรือไม่ก็นอนตายคาห้องจะดีกว่า
หมอให้นู๋จ่ายค่ายาขนาดนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับที่นู๋ตายหรอกค่ะ
เงินกุก็หมด หาเงินมา ก็จ่ายค่ายา เอาสิ หน้าหนาวเป็นอะไรที่กุไม่ได้ใช้เงินเลย
เงินน้อย ก็เสือกไม่ได้ใช้ ดันได้มาแดกยาแทนข้าว มันคุ้มมั้ยเนี่ย ?
นี่ขนาดกุเห็นซองยาว่ามีพาราเซตามอลแล้วนะ
กุยังบอกอีน้องนั่นเลยว่า
" เอ่อ พาราฯ ที่ห้องพี่มีเพียบเลยค่ะ ไม่ต้องก็ได้ "
กุก็คิดว่าจะลดให้กุบ้าง เพราะค่ายาไม่น่าจะแพงห่าไรขนาดนี้
" พี่ไม่เอาพาราฯ ใช่มั้ยคะ ? "
อีน้องคนนั้นยังคงถามกุซ้ำอีกรอบ
อาจเป็นเพราะเมื่อกี๊ไม่ชัวร์เพราะน้องมีขี้หูเยอะไป ทำให้ไม่ค่อยได้ยิน
ไม่เป็นไร กุให้อภัย
กุก็เลยยิ้มหวาน ๆ ( คิดว่าหวานนะ เอ๊ะ รึเปล่า ??? ) ให้อีน้องไป
แล้วก็รีบพูดโดยมิกลัวลิ้นจะพันกัน
เพราะกลัวเสียเงิน พูดอย่างเต็มภาคภูมิและมั่นใจว่า
" ไม่ค่ะ บ้านพี่มีเป็นขวด ๆ เลยค่ะ ซื้อเก็บไว้ตลอด "
" ทั้งหมด 590 บาท ค่ะ "
อีเย็ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
นี่แหละ ทำให้กุถึงกับหน้าชา เยี่ยงโดนตีนเหยียบหน้ากันเลยทีเดียว
อืม นี่กุไม่เอาพาราฯ นะคะเนี่ย ยังเก็บขนาดนี้
ถ้ากุเอาพาราฯ ด้วย กุไม่หมดเป็นพันเลยเหรอคะ
เมื่อได้ยามาแล้ว กุจึงคิดต่ออีกว่า ถ้าคราวนี้กุยังไม่หาย
กุก็ไม่มาตรวจซ้ำเป็นแน่ ไม่มีเงิน
พ่อแม่กุก็คงเป็นห่วง ถ้ากุไม่มีเงิน ก็คงโทรหาพ่อแม่ให้อุปถัมภ์กุได้บ้าง
แต่กุไม่เอาแล้ว คิดว่าเลี้ยงไข้กุเปล่าว้า
เริ่มจะไม่แน่ใจ
แต่ไม่เป็นไร กุก็ยังคงดูแลตัวเองอยู่
( แต่ยังรับสมัครคนดูแลนะ เผื่อกุไม่ว่างดูแลตัวเองน่ะ งิงิ )
อาการของกุตอนนี้ ก็ทรงตัว อาจตายพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ก็ไม่ทราบได้
แต่ไม่เป็นไร กุก็ทำประโยชน์เพื่อสาธารณะมามากแล้ว
( แต่ก็กลัวตายง่ะ แง้ ๆ )
เอาวะ อย่างไรก็ดี กุก็จะพักผ่อนเยอะ ๆ
เพื่อคุณพ่อคุณแม่ และผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน ของกุ
จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก ( จริง ๆ กุชอบมากเลยที่มีคนห่วง ฮ่า ๆ ๆ )
ขอให้ทุกท่านเป็นกำลังใจให้กุฟันฝ่าอีเหี้ยไข้จังไร นี่ไปให้ได้นะคะ
กุจะอดทนต่อไป จะจามจะไอ มึงก็มาเลย
กุเตรียมพร้อม ถ้าแม่งจะตายจริง ๆ คงโทรเรียกเพื่อนให้มาช่วย
เพื่อนกุเคยเข้ามาเยี่ยมครั้งนึง แล้วพูดขึ้นมาอย่างอารมณ์ดีว่า
" วัดพร้อม เมรุพร้อม เหลือแต่ศพมึง "
รักกุมากเหลือเกิน อีเพื่อนเหี้ย
กุขอขอบใจ อย่างน้อย ถึงศพกุยังไม่พร้อม เค้าก็เผาคนอื่นก่อนได้ กุไม่รีบ
กลัวโดนเผาแล้วร้อน กลัวไม่เหลือใคร ไม่อยากอยู่คนเดียว
เอาล่ะ ได้เวลาพักผ่อนกุแระ จริง ๆ เลยเวลานานแล้ว
... ง่วงนอน ไม่รีบนอน เด๊วไม่หายไข้ ต้องทำตัวเป็นคุณหนูอนามัยซะหน่อย ...
แต่แหม ... ไม่ค่อยได้อัพบล็อกที่รักของกุมาแสนนานแล้ว
ถ้าหากมีหยากไย่ขึ้นได้ ก็คงขึ้นจนกลายเป็นบล็อกแห่งตำนานแล้วกระมัง
ขอให้บล็อกยังอยู่คู่ชาติไทย เอย ( เอย ทำไม ? ไม่ได้เขียนกลอน เอ๊ะ กุก็บ้า )
ภาษาเหนือวันละคำวันนี้ คำว่า ซะป๊ะ อ่านว่า ซะ - ป๊ะ แปลว่า มากมาย , มีเพียบ , เยอะแยะ
แต่งประโยค วันนี้ไปเดินแอ่วตี้กาดสวนแก้ว มีของลดราคาซะป๊ะ เช่น เตี่ยวใน เสื้อใน
แปลอีกทีว่ะ วันนี้ไปเดินเที่ยวที่กาดสวนแก้วมา มีแต่ของลดราคาเพียบเลย
เช่น กางเกงใน เสื้อใน
บ๊าย ... บาย
นู๋บลิว เซเลอร์มูน ก๋ากั่น
ป.ล รักส้วมของกุเหมือนเดิม และจะไม่หมดไปจากเดิม
ถ้ากุไม่อัลไซเมอร์ซะก่อนอะนะ

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ส้วมเต็ม ... สูบครั้งที่ 4

โอ๊ะ ! ไม่ทันไร ส้วมสีชมพูของกุก็เต็มอีกแว้วเหยอ ?
แล้วกุก็ยังทุเรศเหมือนเดิม ทำเหมือนทองไม่รู้ร้อน
ในการมา อวยพรวันเกิดบล็อกของกุเรย
( ช่างเป็นเจ้าของที่เหี้ยมาก )
4 ปี แล้วสินะ ที่กุได้มาทำตัวปั้นจิ้มปั้นเจ๋อในนี้
ขอขอบใจมาก ที่ยังมีโอกาสได้เข้ามาอ่านบล็อกตัวเองอยู่เป็นนิจ
อ่านแม่งอย่างเดียว ไม่ค่อยอัพ ไม่มีอารมณ์เขียน
ไม่เป็นตัวของตัวเอง
ไม่รู้สึกรู้สมกับห่าอะไรซักอย่าง
แค่เข้ามาอวยพรวันเกิดบล็อกตัวเอง
ก็ยังผลัดวันประกันพรุ่ง ตลอดเวลา
สันดานจริง ๆ
ไงก็ ขอให้บล็อกสีชมพูของกุ อยู่คู่กับชีวิตของกุไปเรยนะ
หากกุได้มีผัว ได้แต่งงาน มีลูก มีหลาน
กุก็อยากให้คนในตระกูลได้รับรู้ประวัติศาสตร์
ไม่ต้องมีฝรั่งมาบันทึก จดหมายเหตุ กุบันทึกเอง แม่งเลย คนไทย ใจสู้
เพราะคงไม่มีใครกระแดะมารู้ชีวิตกุ เท่าตัวกุอีกแระ
เกิดอะไรขึ้นในชีวิตกุบ้าง กุก็เขียน เขียน เขียน อย่างเมามันส์
ตามด้วย อารมณ์ สุดวิปริต จิตป่วน
ก็ไม่รู้แหละ อารมณ์ไหน ที่กุอยากเขียน กุก็จะเขียน
คนอย่างกุ ทำไรตามอารมณ์อยู่แล้ว
( และมึงก็จะซวยเพราะอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของมึงบ่อย ๆ อะนะ )
จริง ๆ มีเหตุการณ์หลายอย่างที่อยากบันทึก แต่นึกในใจ
ไม่ได้กลั่น ออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เท่าไหร่
บัดนี้ น่าจะเป็นเวลาอันสมควย เอ๊ย สมน้ำหน้า เอ๊ย สมควร แล้ว
( เอาฤกษ์ เอาชัย มาจากไหนวะ ? )
สนุกดีว่ะ ได้เข้ามาอ่านเรื่องเก่า ๆ หรือไม่ก็เรื่องสมัยสาว ๆ ของตัวเอง
บางทีก็รู้สึก เอ๊ะ ทำไมกุเขียนแบบนี้วะ ?
เอ๊ะ ทำไมกุต้องหัวเราะกับเรื่องนี้ด้วยวะ ?
หลากหลายอารมณ์มาก ๆ อ่านบล็อกตัวเองบ่อย ๆ
อาจทำให้กุได้เข้าไปหาคุณหมอเพื่อขอยาระงับประสาท ก็เป็นได้
อันเนื่องมาจาก สติ ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เด๊วหัวเราะ เด๊วร้องไห้
การได้มีชีวิต เกิดมาเป็นคน มันทำให้กุได้เห็น
ได้พบ ได้เจอ อะไรเยอะแยะเลย
ได้คิด ได้ทบทวน อะไรมากมาย
และบล็อก ก็ยังมีประโยชน์สำหรับกุเสมอ
กุขอขอบใจอีกครั้ง ที่บล็อกนี้ ยังเป็นของกุอยู่
( แม่งยึดติดชิบหาย )
ตัวกุ ของกุ ( ของพ่อแม่กุ ) และบล็อกก็ยังเป็นของกุอยู่
เมื่อสิ่งใด มันเกิดมาเป็นของเรา มันก็จะเป็นของเราต่อไป
กุมีอัตตา ในบางครั้ง และบางครั้ง ก็ปราศจากอัตตา โดยสิ้นเชิง
เอ่า เวร เขียนเหี้ยไรล่ะเนี่ย ปรัชญา มาเชียว
ไม่เหมาะกับกุอย่างยิ่ง
กุอยากจะรู้เหลือเกินว่า บรรพบุรุษ หรือทายาท ของกุ ในแต่ละรุ่น
จะภูมิใจมั้ยวะ ที่มีกุอยู่ร่วมสายเลือด
แต่กุก็มั่นใจว่า เหล่าบรรดา ผู้ร่วมสายเลือด
ควรดีใจที่มีกุอยู่ร่วม เจนเนอร์เรชัน
ไม่รู้แหละ กุไม่สน โฮะ ๆ ๆ ๆ ๆ
ใครจะมาห้ามให้กุทำอะไรที่ไม่ใช่กุไม่ได้
ดังนั้น กุก็ภูมิใจในความเป็นกุ
นี่กุมาอวยพรบล็อกข้ามชาติกันเลยทีเดียว
แม่ง ครอบรอบ 4 ขวบ ตั้งกะ เดือนพฤศจิกายน
เสือกมาอวยพร เอาตอน เดือนธันวาคม เวรจริง ๆ
แต่ไม่เป็นไรค่ะ ( กุก็พูดงี้แม่งทุกปี )
อย่างไรก็ดี กุก็มาแล้ว และคงไม่ลืมบล็อกของกุ
อ้อ ... สิ่งที่ลืมไม่ได้เลย
คือ ต้องขอกล่าวถึงสถาบันการศึกษาต่าง ๆ
หรือบรรดาเพื่อน ๆ หรือใครก็ตามเหอะ
ที่กุได้กล่าวถึง ลงในบล็อก จะตั้งใจ หรือเพราะอารมณ์พาไป
หรืออะไรก็ตาม
ทุกสิ่งทุกอย่างที่กุได้เอ่ยถึง โดยไม่ได้เซ็นเซอร์
เป็นเพราะกุคิดว่า กุอยากมีประวัติศาสตร์เป็นของตัวเอง
กุไม่ผิดอะไร เพียงแค่ถ่อยเฉย ๆ
แต่เป็นนักเรียน และนักศึกษา และบุคคลที่ดีคนหนึ่ง
( ใครจะทำไม ก็กุว่ากุเป็นคนดีอะค่ะ )
อย่างน้อย กุก็ไม่ได้ขายยาบ้า ไม่ได้ฆ่าคน
ไม่เอาผัวคนอื่น
( ถ้าไม่รู้มาก่อน ถือว่าไม่ผิด แต่ไอ่เหี้ยนั่นผิด )
ฉะนั้น แค่กุพูดหยาบคาย หรือแสดงความเป็นตัวตนมากนัก
แล้วมีคนบังเอิญมาเจอ หรืออะไรก็ตาม
เปิดใจให้กว้าง ยอมรับกับมัน ( เพราะเปิดมาเจอเองนี่ )
รับไม่ได้ก็ปิดไป ไม่ว่ากัน กุก็ไม่ได้บังคับใครให้มาอ่านนี่เนอะ
อย่างน้อย หากคิดในมุมอีกมุมหนึ่ง
อาจจะได้รู้ว่า จริง ๆ แล้ว จะมีซักกี่คน ที่ได้บันทึกเรื่องส่วนตัว
ให้ใครก็ไม่รู้มาอ่าน และอีนี่ ก็เข้ามาอ่านของตัวเองตลอดเวลา
ภูมิใจจะดีกว่า คนเหี้ยกว่านี้ มีอีกเยอะมาก
โกงกินบ้านเมือง ตำรวจยังไม่จับเลย
อย่ามาเอาอะไรกับอึ่งอ่างเยี่ยงกุเลย
ขอบคุณบล็อกสีชมพู อีกครั้งนะคะ
ไม่มีมึงนี่ กุก็ไม่รู้จะระบายที่ไหนอีก
แบบว่า คิดเยอะ แต่ขี้เกียจเขียน แต่ก็ไม่อยากให้สิ่งที่คิดหายไป
อีกแระ กุว่าจาไม่เขียนเยอะแล้วนะ แล้วนี่อะไรเนี่ย
บ่นเยอะมาก ช่างแม่งเหอะ ก็กุเป็นอย่างงี้อะนะ
งิงิ
เอาล่ะ แล้วกุจะเข้ามาเขียนบ่อย ๆ ถ้ากุมีอารมณ์
และไม่เป็นไข้เหมือนทุกวันนี้
และคงได้เข้ามาอ่านบล็อกตัวเองซ้ำ ๆ อีกเรื่อย ๆ เหมือนที่เคยทำ
ยังคงมี หยดน้ำตา เสียงหัวเราะ และความคิดอีกมุมหนึ่ง
อยู่ในบล็อกกุเหมือนเดิม
เวลากุอวยพรให้คนอื่น ชอบลงท้ายด้วยคำว่า " คุณพระคุ้มครองค่ะ "
แต่อวยพรให้บล็อก กุจาบอกว่าไงดีวะ ?
( อ่าว ที่พล่ามมานี่ยังไม่ได้อวยพรเหรอ ? )
เอางี้แล้วกัน
" กุขอให้บล็อกมีความสุขกับเรื่องของกุมาก ๆ
กุขอให้ตัวกุกลับมาอ่าน
แล้วมีความสุขกับการได้อ่านเรื่องตัวเองมาก ๆ เช่นเดียวกัน
ขอบคุณที่เป็นเพื่อนกุ ขอบคุณที่ทำให้กุมีพื้นที่ได้ปลดปล่อยตัวเอง
( เอ๊ะ กุเป็นวิญญาณห่าอะไรที่ไหน ? )
เอาเถอะ ไงก็รักบล็อกสีชมพูของกุมาก ๆ
ขอให้อยู่อย่างงี้ไปตลอดเลยนะ อย่าหายไปไหน อย่าล่ม อย่าเจ๊ง
รักนะจ๊ะ จุ๊บ ๆ "
กุขอโทษที่อวยพรช้า แต่หาใช่กุมิใส่ใจไม่
บอกแล้ว แม่งเขียนตามอารมณ์
แล้วกุจะกลับมาถ่อยอีก งิงิ
ภาษาเหนือวันละคำวันนี้ คำว่า กะเบ้อ อ่านว่า กะ - เบ้อ แปลว่า ผีเสื้อ
แต่งประโยค กรี๊ดดดดด ผ่อหั้นเลาะ กะเบ้อตั๋วใหญ่ขนาด บ่เกยป๊ะเลย ถ่ายฮูปเร้วว
แปลอีกทีว่ะ กรี๊ดดดดด ดูนั่นสิ ผีเสื้อตัวใหญ่มากเลย ไม่เคยพบเคยเจอ ถ่ายรูปเร้วว
บ๊าย...บาย
นู๋บลิว เซเลอร์มูน ก๋ากั่น

วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

มึงเป็นไรมากป้ะ ?

กุมาทำงานที่เชียงใหม่ได้ครึ่งปีแระมั้ง
มาตั้งแต่ปลายฝนต้นหนาวเลยทีเดียว
กุดีใจมากๆที่ฝนตกแต่กุก็เสือกช้ำใจอีกมากๆเช่นกัน
เพราะฝนตกไม่เท่าไหร่อากาศหนาวแม่งเสือกเข้ามาแทนที่
เซ็งสัด !
กุเป็นคนที่เกลียดหน้าหนาวสุดๆ เกลียดพอๆกับอีอากาศร้อนๆห่าลากนั่นด้วย
ฤดูทั้งสองฤดูนี้ ทำกุหงุดหงิดมากๆ ร้อนเกินไปก็หงุดหงิดจิตตก
ยิ่งหนาวล่ะก็ หงุดหงิดจิตตกไม่แพ้กัน
ตอนแรกกุคิดว่าเชียงใหม่จะมีอาหารที่เร้าใจ
แต่สุดท้าย กุคิดว่าพิดโลก ยังดูมีอะไรน่ากินกว่านี้อีก
( แล้วมึงไม่ไปทำงานพิดโลกล่ะ ? )
และแล้วสายตากุก็เหลือบไปเห็นร้านส้มตำ กุคิดได้ว่า
เอาวะ แดกส้มตำดีกว่ากุเดินดุ่มๆ ผ่านหน้าร้านส้มตำแล้วชายตามองดูว่า
เอ ... วันนี้จะแดกของร้านไหนดีหว่า หาร้านที่น่ากินๆ
ดูแล้วรู้สึกว่า มันน่าจะตำได้อร่อยเหาะ
กุจึงมาหยุดอยู่ที่ร้านส้มตำร้านหนึ่ง กุบอกอิเจ้นี่ว่า
( ณ บัดนาว กุใส่ภาษาเหนือล้วนๆ กุไม่แคร์ว่า
คนที่กุพูดด้วยพูดภาษากลางหรือไม่กุพูดเหนือตลอด )
กุ : พี่คะ เอาส้มตำปูไทย ค่ะ เอ่อ ... เอาเป็นแบบว่าใช้มะม่วงตำแทนได้มั้ยคะ ?
เอาแบบตำแทนมะละกอน่ะค่ะแต่ตำแบบปูไทย ไม่ใช่ตำเหมือนตำมะม่วงน่ะ ?
( คือกุกำลังอธิบายประมาณว่า ไม่ใช่ตำใส่ปลาแห้งอะไรนั่น
เหมือนตำแบบเอาเส้นมะม่วงแทนมะละกอ
กุจะเอารสชาติที่ใส่เครื่องเหมือนมะละกอ )
อิเจ้ : ก็อะไรล่ะ ตำแบบไหนล่ะ
กุ : เอ่อ ... ก็เอาเส้นมะม่วงใส่แทนมะละกอไง
อิเจ้ : ใส่ปลาแห้งนั่นไง
กุ : เอ่อ ไม่ใช่ค่ะ ที่ไม่ต้องใส่ปลาแห้งไงคะ ที่เอาเส้นมะละกอใส่แทน ไง
แต่ทำเหมือนตำปูไทย
ฯลฯ
กุอธิบายอยู่นานมาก แล้วอีเหี้ยนี่ก็ไม่ได้พูดดีๆกับกุนะ
เอ๊ะ อีสัด กุไปฆ่าพ่อมึงเหรอ ?
หรือกุเคยไปเป็นชู้กับผัวมึง ?
อ๊ะ หรือกุกะลังใช้ตุดสั่งส้มตำแทนปาก ?
อะไรยังไง
บ้าป้ะเนี่ย คุยกับกุดีๆก็ได้ กุเป็นลูกค้ามึงนะ เอาเงินมาแลกกับส้มตำดีๆซักถุง
มึงตั้งร้านไว้ทำไม ไปเป็นฝ่ายเร่งรัดหนี้สินดีมั้ย ?
หน้าตาอย่างกะส้นตีน
กุก็เอ๊า หน้าตาไม่ได้บ่งบอกถึงหัวใจกุพยายามคิดเช่นนี้
ไม่มองคนที่หน้าตา แต่อิเจ้นี่ไม่ไหวจริงๆค่ะพี่น้อง
หน้าตาหงิกเป็นส้นตีนแล้ว ยังสันดานถ่อยมาอีก
กุว่ากุถ่อยแล้วนะ !!!
พออธิบายจนอีเจ้เก็ทแล้ว มันก็บอกว่า
อิเจ้ : ( หันหน้าไปคุยกับเพื่อนมันที่นั่งข้างๆ )
โอ๊ย ก็แค่เนี้ยะ ก็แค่บอกว่า ตำเป็นมะละกอ
แค่เอาเส้นมะม่วงใส่
อ่าวอีหน้าส้นตีน กุบอกมึงแล้วนี่ มะกี๊น่ะ ตั้งใจฟังกุบ้างมั้ย
แล้วเหี้ยอะไร หันไปนินทากุต่อหน้าต่อตา กับเพื่อนแม่ง
แล้วก็ทำเป็นเชิดๆใส่กุ
ตอนนั้น ถ้ากุไม่มีสมบัติผู้ดีแล้วล่ะก็ กุคงด่า แล้วเดินเชิ่ดหนีไปแระ
จากนั้นแม่งก็ตำๆๆๆๆ ให้กุ กุก็เริ่มสังเกตแระ
อ่าวๆ นั่นมันอะไร นั่นมันขวดน้ำปลาร้านิ
กุไม่ได้กระแดะนะ แต่กุสั่งตำปูไทย ไป 2 รอบ
กลัวแม่งไม่ได้ยิน
อ่าวเฮ้ย !!!
กุ : พี่คะๆ มะกี๊นี้ใส่อะไรเหรอ ? ถ้าเป็นน้ำปลาร้า ไม่เอานะคะ
ไม่ได้สั่ง นู๋สั่ง ตำปูไทยค่ะ
อิเจ้ : อ้าว ก็สั่งปูปลาร้าไม่ใช่เหรอ
กุ : ( มองหน้าอีสัดนั่น ทำหน้ายิ้มเล็กน้อย ตามแบบคนเหนือที่เป็นคนอ่อนหวาน
แต่ในใจ กุอยากปรี่เข้าไปตบ ถ้ามันล้ม กุจะเอาตีนบี้หนังหน้ามัน ! )
นู๋ไม่ได้สั่งค่ะ มะกี๊นู๋บอกพี่ว่า เอาตำปูไทย สั่งไปตั้ง 2 ครั้งค่ะ
( กุยังยืนยันคำเดิม เพื่อศักดิ์ศรีของกุเอง )
อิเจ้ : ( ทำหน้าไม่พอใจ ราวกับว่า ผัวบอกเลิก
พร้อมกับยกทัพพีที่ตักเส้นมะละกอที่เปียกโชกด้วยน้ำปลาร้าขึ้นมา )
เอ้า ! แล้วแบบนี้จะทำไงเนี่ย
( หันหน้ามามองกุอีกรอบ เหมือนยัดเยียดว่า
มึงคงต้องแดกครกนี้แล้วล่ะ เพราะกุตำไปแว้ววว )
กุ : นู๋ไม่เอาค่ะ ไม่ได้สั่ง
( น้ำเสียงเริ่มเข้มกว่าเดิมนิดหน่อย
เพราะตอนแรกกระแดะทำเสียงหวาน ปานน้ำผึ้ง )
อิเจ้ : โอ๊ย เสียดายครกนี้
สันดาน ! มึงไม่แดกเองล่ะ กุไม่ได้สั่ง
กุคิดไว้ในใจแล้วว่า ต่อไปนี้ กุจะไม่ยอมอะไรง่ายๆอีกแล้ว
เมื่อก่อนกุโดนสอนว่า ต้องไม่เรื่องมาก ไม่ต้องไปต่อปากต่อคำ
อะไรที่โอนอ่อนได้ก็ทำไปแต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมแล้ว
นับวัน สังคมเราเริ่มจะเอาเปรียบกันมากขึ้น
อย่างเช่นกรณีอีเจ้ผัวไม่ล่อ คนนี้
จากนั้นกุจึงยืนรอแม่งตำให้กุจนเสร็จ สุดท้าย ก็โอเค
กุก็ได้ส้มตำปูไทย สมใจกุ
แต่ถ้าเป็นคนอื่น อาจจะเดินหนี แล้วก็ไม่ยอมจ่ายเงินก็ได้
แต่กุก็ไม่ทำแฮะ แปลกใจตัวเองเหมือนกัน แต่ยังคงยืนยันว่าจะเอาให้ได้
แต่ถ้าแม่งด่ากุ กุก็คงด่ากลับไปเหมือนกัน กุก็ว่า ตอนไปยืนสั่ง
กุก็ทำหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ให้รู้กันว่า คนหน้าตาจิกๆเยี่ยงกุ
ก็เป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์
กุจะไม่บอกเพื่อทำลายชื่อเสียงของร้านส้มตำมันหรอกว่า
ชื่อร้าน " ส้มตำครกเงิน "
บังเอิญ กุไม่อยากให้ใครที่เข้ามาอ่าน แล้วจะอคติง่ะ
ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง เอ่อ ... กุไม่อยากบอกสถานที่ตั้งหรอกว่า
ร้านมันจะอยู่เยื้องกับ " กาดต้นพยอม " อ้ะนะ
กุกลัวบอกไปแล้วทำลายชื่อเสียงไงกุเป็นคนนิสัยอย่างงั้นเหรอ ?
งิงิ
ใครไม่เชื่อต้องลองไปดูหนังหน้าของมันได้
อ๊ะๆ แต่กันเป็นโรค ต้องสวมใส่เสื้อเกราะ กันมันพ่นพิษใส่
และควรใส่แว่นตากันรังสีด้วย เพราะอินี่ มันมีของ ของเค้าแรงจริงๆ
เผื่อสบตาไปแล้ว อาจตายได้ เด๊วแม่งจิก ๆ
กร๊ากกกกก
นับแต่วันนั้น อิเจ้เหี้ยนี่ ก็ไม่เคยได้รับเงินจากกุอีกเลย
กุเดินผ่านไป ก็เห็นมันหน้าหงิกเป็นส้นตีนกับลูกค้าเช่นเคย
ลูกค้าที่ยืนซื้อก็ไม่ค่อยมี ( เท่าที่กุเดินผ่านไปเห็นอ้ะนะ )
เสนียดมากๆ ไม่อยากจะเดินผ่านแม่งเลยจริงๆ
กลัวหน้าหงิกๆนั่น จะติดแล้วซึมเข้าผิวหนัง
จากนั้นก็เข้าสู่กระแสเลือด กลัวๆ ไม่เอา ไม่สวย
ฮรี่ๆๆๆ
จะขายเหี้ยไรก็ขายไป แต่อย่าทำหน้าหงิก กุไม่ชอบ
คนจะซื้อไปแดกอย่างมีความสุข
เจอขี้หน้าเหี้ยๆ ปากก็เหี้ย อย่างนี้ จะแดกลงมั้ย ?
ไอ่ที่ซื้อไปมันจะอร่อยป้ะ
กุบอกแล้ว กุไม่ยอม !!!
แล้ววันนั้น กุก็แดกส้มตำได้รสชาติสุดเฝื่อน
ไม่แน่ใจว่ามันตำไม่อร่อย หรือเพราะอคติที่กุใส่ลงไปผสมกับรสชาติส้มตำกันแน่
แต่ที่แน่ๆ กุเอาไปโพนทะนา หมดแล้วว่า
ร้านเนี้ยะ อย่าไปแดก เจ้าของเป็นหมา ดุชิบหาย
เดินผ่านก็ต้องระวังกลัวผิวหนังเสื่อม แบบว่าน้ำลายจะกระเด็นมาโดน
ตอนที่แม่งพูดกับลุกค้าคนอื่น
ไม่แน่ใจว่าเป็นน้ำลายหรือน้ำกรดกันแน่
จริงๆร้านน่ะไม่เหี้ยทะไหร่ ดูน่ากิน มั่กๆ
แต่อีคนขาย เหี้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
เรื่องนี้สอนให้ทุกคนได้รู้ว่า มึงไม่รู้ซะแล้วว่ากุคือเจ้าของบล็อกถ่อย
"ภาษาเหนือวันละคำวันนี้ คำว่า เวิ่นเว้อ อ่านว่า เวิ่น - เว้อ
แปลว่า ไร้สาระ , เบลอๆ , งงๆ , สุดฤทธิ์กันไป
( ศัพท์วัยรุ่นที่อุบัติขึ้นใหม่ เริ่มต้นในเชียงใหม่
และได้แพร่หลายไปยังอีกหลายจังหวัด )
แต่งประโยค ตะคืนกุง่อมไบ้ง่อมง่าว กึ้ดนัก เครียด เวิ่นเว้ขนาด
แปลอีกทีว่ะ เมื่อคืนกุเหงาโคตรๆ คิดมาก เครียด ไร้สาระมากๆ
บ๊าย...บาย
นู๋บลิว เซเลอร์มูน ก๋ากั่น
ป.ล จริงๆกุคิดว่า การทำดี ไม่ได้มีส่วนช่วยให้ใครรักเราหรอก
มันจะรักหรือไม่รัก อยู่ที่จิตใจมัน ไม่ใช่ที่เราทำดี กุพิสูจน์มาแล้ว !!!